พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีก 3 วัน
เย่ลั่วยังคงหลับใหลไม่ได้สติ ความกังวลของหลงซิงโหรวเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้เย่ลั่วหนาวจนเกินไป นอกจากป้อนน้ำสะอาดกับอาหารแห้งให้เขาแล้ว นางแทบจะกอดเขาไว้ตลอดเวลา ใช้ไออุ่นจากร่างกายขจัดความหนาวเย็นให้
เพื่อป้องกันสัตว์ป่ามารบกวน นางถึงกับไม่กล้าหลับแม้แต่นาทีเดียว แต่ไม่รู้เลยว่ามีเสี่ยวปี้คอยเฝ้าอยู่ที่นี่ จึงไม่มีสิ่งมีชีวิตใดกล้าเข้าใกล้แม้แต่ก้าวเดียว
เห็นเย่ลั่วไม่ฟื้นเสียที นางก็ร้อนใจแทบแย่ ทว่าไม่รู้จะทำอย่างไร
ความง่วงงุนอย่างหนักถาโถมเข้าใส่นางไม่หยุด แต่นางกลับไม่กล้าหลับตา ทำได้เพียงอธิษฐานในใจเงียบ ๆ หวังให้ชายผู้นี้ฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน
ผ่านไปอีก 2 วัน นับเป็นวันที่ห้าหลังจากเย่ลั่วกระโดดลงจากผาอิงโฉว
ยามเขาค่อย ๆ ลืมตาอันหนักอึ้ง ก็พบว่ามีร่างอ่อนนุ่มอบอุ่นกำลังแนบชิดอยู่ในอ้อมแขน จึงอดตกใจไม่ได้
เขารีบแผ่ญาณสำรวจบริเวณโดยรอบ แล้วพบว่าที่นี่เป็นถ้ำมืดสลัว ข้างกายมีกองเถ้าถ่านจากกองไฟที่มอดดับไปนานแล้ว ส่วนเสี่ยวปี้กำลังขดตัวอย่างเกียจคร้านอยู่บนก้อนหิน หลับตาพักผ่อน
เมื่อญาณของเขาสัมผัสใบหน้าหญิงสาวที่ฟุบอยู่บนตัว สีหน้าก็ชะงักค้างไปชั่วขณะ
«ช่างเป็นหญิงงามล่มเมืองโดยแท้!»
เย่ลั่วชื่นชมในใจ
หญิงสาวผู้นี้มีผิวพรรณผุดผ่องดุจน้ำแข็ง กระดูกงามดุจหยก ใบหน้างดงามไร้ที่ติ รูปโฉมยังเหนือกว่าเสิ่นชิงเฉี่ยนเสียอีก แทบจะทัดเทียมหลี่รั่วหานได้ ทว่ามีบุคลิกสดใสร่าเริงและเปี่ยมด้วยกลิ่นอายเหนือโลกีย์กว่า ราวกับเซียนหญิงที่ร่วงหล่นลงมายังโลกมนุษย์
เพียงแต่รอบดวงตาของนางมีรอยคล้ำชัดเจน เห็นได้ว่านอนไม่หลับมาหลายวัน จากเครื่องแต่งกายที่มีเอกลักษณ์ของดินแดนเหมียวเจียง เย่ลั่วจึงรู้ว่านางคือหญิงสาวที่เขาเห็นตอนตกหน้าผา ผู้เกือบสิ้นชีวิตเพราะถูกงูกลืนกิน
นางเป็นคนช่วยเขาไว้หรือ?
เย่ลั่วไม่มีเวลาคิดมาก รีบตรวจสอบระดับบำเพ็ญของตนเองจากภายใน
