รองเท้าผ้าใบเหยียบลงบนใบไม้แห้ง ส่งเสียงกรอบแกรบชัดเจน
ซูมู่สะพายเป้สีดำ เดินไปตามฝูงชนที่เบียดเสียด
เพลงป๊อปจังหวะสนุกดังมาจากลำโพงต้อนรับนักศึกษาใหม่ เสียงแตกพร่าจนใบไม้บนต้นสั่นร่วงลงมา
กลิ่นน้ำหอมสังเคราะห์จากครีมกันแดดคุณภาพต่ำปะปนกับกลิ่นเหงื่อเปรี้ยวที่ยังติดตัวนักศึกษาปีหนึ่งมาไม่จาง
รุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่งลากกระเป๋าเดินทางสีชมพูใบใหญ่มหึมา เดินเร็วเกินไป
ล้อหมุนรอบทิศทางของกระเป๋าติดอยู่กับเนินชะลอความเร็ว ตัวกระเป๋าเอียงวูบ
ก่อนจะกระแทกหน้าแข้งของซูมู่อย่างแรง
“ขอโทษค่ะรุ่นพี่! ขอโทษจริง ๆ ค่ะ!” รุ่นน้องตกใจจนหน้าแดง รีบก้มหัวขอโทษซ้ำ ๆ
ขากางเกงยีนส์เก่าของซูมู่มีรอยเปื้อนสีเทาเพิ่มขึ้นมา
เขาก้มลง ปัดฝุ่นบนขากางเกงออก
“ไม่เป็นไร เดินช้า ๆ หน่อย”
เขายืดตัวขึ้น ดึงสายสะพายเป้ที่ไหลลงมาเล็กน้อย
น้ำเสียงเรียบเฉย ไม่ได้หงุดหงิดเลยสักนิด
เมื่อเดินผ่านตึกบริหาร
ตึกที่ยังวางท่าโอหังเมื่อเทอมก่อน ตอนนี้กลับเงียบสงบราวกับนกกระทา
ยามหน้าประตูยืนตัวตรง เครื่องแบบรีดเรียบไร้รอยยับ
ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่เพิ่งย้ายมาหลายคนหนีบกระเป๋าเอกสาร เดินเร่งรีบ คุยกันยังต้องกดเสียงต่ำ
ไม่มีใครกล้าวางอำนาจในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
เพราะทุกคนรู้ดีว่า คนที่นั่งเก้าอี้ใหญ่สุดของมหาวิทยาลัยตัวจริง เป็นนักศึกษาที่เดาอารมณ์ไม่ออก
ซูมู่ละสายตา
เขาเดินไปที่ตู้ขายของอัตโนมัติริมทาง หยิบมือถือออกมาสแกนจ่ายเงิน
ซื้อโคคาโคล่าแช่เย็นมาขวดหนึ่ง
เครื่องส่งเสียงทึบ ๆ ก่อนกระป๋องน้ำอัดลมจะกลิ้งลงช่องรับสินค้า
ซูมู่ก้มลงหยิบ ปลายนิ้วสัมผัสหยดน้ำเย็นเฉียบที่เกาะอยู่บนขวด
นี่แหละชีวิต
ไม่มีแขนขาขาด ไม่มีเสียงปืนหรือกลิ่นคาวเลือด
มีแค่โคล่าเย็น ๆ ที่มีหยดน้ำเกาะพราว
