ตอนนี้ท้องของจางกุ้ยจือโตขึ้นทุกวันแล้ว
แม่หลินไม่ยอมให้เธอแตะต้องงานบ้านเลย
เมื่อเทียบกับแม่สามีคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านแล้ว แม่หลินถือว่าเป็นแม่สามีที่ดีมาก
จางกุ้ยจือนั่งรับแดดกินถั่วลิสงอยู่ตรงหน้าประตูบ้าน
แม่หลินเก็บเสื้อผ้าใส่กะละมังเตรียมพาเด็ก ๆ ไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำ
ระหว่างทาง เด็ก ๆ ต่างร่าเริงกันสุด ๆ พากันเข้าแถวเรียงหนึ่งโดยอัตโนมัติ แล้วร้องจังหวะกันอย่างพร้อมเพรียงว่า “หนึ่ง สอง หนึ่ง...”
ซานวาตัวเล็กกับเสี่ยวเป่าตัวเตี้ย ขาก็สั้น เลยเดินตามพี่ชายทั้งสองไม่ทัน
ต้าวากับเอ้อร์วาเดินอย่างองอาจ ซานวาจึงต้องเร่งฝีเท้าวิ่งเหยาะ ๆ ถึงจะพอตามทัน
ส่วนเสี่ยวเป่าไม่ไหวเลย “หนึ่ง...แปะ!”
“หนึ่ง สอง หนึ่ง...แปะ!”
“หนึ่ง...แปะ...”
ขาสั้น ๆ ก้าวสับไม่ทัน เดินไปไม่กี่ก้าวก็ล้มทีหนึ่ง ทำเอาแม่หลินที่เดินตามหลังหัวเราะไม่หยุด มือหนึ่งกอดกะละมัง อีกมือยังต้องว่างไว้คอยอุ้มเจ้าก้อนกลมขึ้นมา
พอถึงริมแม่น้ำ แม่หลินก็ให้เด็ก ๆ เล่นอยู่แถวนั้น
เธอหาที่เหมาะ ๆ เตรียมซักผ้า
ไม่นานก็มีคนหลายคนเข้ามาถามแม่หลินว่า “เด็กอ้วนจ้ำม่ำนั่นคือลูกสาวที่ลูกสาวเธอเก็บมาจากบนเขาหรือ?”
เด็กน้อยอ้วนกลมเบ้ปากจนเห็นฟัน มือกุมก้นเดินตามพี่ชายต้อย ๆ ไม่ห่าง ไม่ได้สนใจเลยว่าผู้ใหญ่พวกนี้กำลังพูดอะไรกัน
แม่หลินจึงพยักหน้าให้คนเหล่านั้น พร้อมฝากให้ช่วยสืบดูว่าเด็กเป็นลูกบ้านไหน
“ฉันว่าเด็กคนนี้อาจถูกคนตั้งใจเอามาทิ้งก็ได้ เลี้ยงไว้ก็เปลืองข้าวเปล่า ๆ ไม่สู้เอาไปทิ้งคืนตรงที่เก็บมาไม่ดีกว่าหรือ!”
หญิงวัยกลางคนคางแหลมคนหนึ่งพูดขึ้น เธอเป็นคนบ้านหลี่ผู้เฒ่าในหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านมักเรียกเธอว่าอาสะใภ้รองหลี่
“พูดเหลวไหลอะไรของเธอ! นี่มันเรื่องล้อเล่นหรือไง? นี่ชีวิตคนทั้งคนนะ!”
เสียงแม่หลินดังขึ้นฉับพลัน เธอไม่คิดเลยว่าอาสะใภ้รองหลี่จะพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้
“ฉันก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง เธอจะเอาเรื่องอะไรนักหนา!”
อาสะใภ้รองหลี่เห็นคนรอบข้างมองตัวเองอย่างไม่เห็นด้วย ใบหน้าก็เริ่มเสีย จึงพึมพำแก้ตัว
“ฉันว่าทิ้งไม่ได้จริง ๆ นั่นแหละ ไม่งั้นยกเด็กให้ฉันสิ ฉันจะพากลับไปเลี้ยง โตขึ้นจะได้เป็นเมียหลานชายฉัน!”
หวังกุ้ยฮวาที่มุงดูอยู่ข้าง ๆ เพิ่งจ้องเสี่ยวเป่าพิจารณาอยู่นาน ยิ่งดูก็ยิ่งพอใจ
พอได้ยินคำพูดนี้ แม่หลินก็ขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม
“หวังกุ้ยฮวา เธอนี่คิดแผนได้ดีจริง ๆ ใคร ๆ ก็รู้ว่าหลานชายเธอเป็นยังไง นี่เธอกำลังทำร้ายเด็กไม่ใช่หรือไง!”
คนที่ทนดูไม่ไหวจึงอดสวนขึ้นมาไม่ได้
หวังกุ้ยฮวาเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาว เลี้ยงลูกชายมาเพียงลำพัง
ต่อมาเธอหาสะใภ้ให้ลูกชาย แต่พอเลี้ยงหลานจนสามสี่ขวบ เด็กก็ยังพูดไม่ได้ เห็นใครก็ปล่อยน้ำลายยืด เอาแต่ร้องไห้กับหัวเราะเอิ๊กอ๊าก
คนในหมู่บ้านต่างรู้กันว่าหลานชายของหวังกุ้ยฮวาเป็นเด็กปัญญาอ่อน
ต่อมาลูกชายของหวังกุ้ยฮวาดื่มเหล้าจนเมา เดินกลางคืนตกคูน้ำเสียชีวิต ส่วนสะใภ้ก็ทิ้งลูกหนีไป
คนในหมู่บ้านลอบพูดกันว่า หวังกุ้ยฮวาเป็นดาวกาลกิณีที่ทำให้สามีและลูกชายตาย
แม่หลินไม่อยากคุยกับคนพวกนี้ จึงยกกะละมังย้ายไปอีกที่
~
“เสี่ยวเป่า เรามาแข่งกันว่าใครขว้างได้ไกลกว่ากัน!”
ซานวาเลียนแบบพี่ชายทั้งสอง เก็บก้อนหินมาหลายก้อน พวกเขาจะเล่นขว้างหินให้กระดอนบนผิวน้ำ
สมัยนั้นเด็ก ๆ ไม่มีของเล่นให้เล่นมากนัก จึงต้องคิดหาวิธีสร้างเกมเล่นกันเอง
ต้าวาขว้างเป็นคนแรก ก้อนหินตกลงกลางแม่น้ำพอดี
เอ้อร์วาก็ขว้างตามหนึ่งก้อน แต่ไกลไม่เท่าพี่ชาย
ซานวากับเสี่ยวเป่าตื่นเต้นอยากลองเต็มที
“พี่ชาย สู้ ๆ ~”
เสี่ยวเป่าร้องเชียร์ซานวาอย่างกระตือรือร้น
ซานนายืนอยู่ริมฝั่ง เหวี่ยงแขนเต็มแรง แต่ก้อนหินก็ยังไปได้ไม่ไกล เขากำลังผิดหวังอยู่พอดี
จู่ ๆ ก็เห็นก้อนน้อย ๆ ข้างตัวกลิ้งตุ้บลงแม่น้ำไป
เด็ก ๆ ทั้งหลายตกใจจนหน้าถอดสี
“เสี่ยวเป่า!”
“อ๊า! เสี่ยวเป่า!”
เด็กทั้งสามหน้าซีดเผือด
ผู้ใหญ่สองฝั่งที่กำลังซักผ้าเห็นน้ำกระจายดังตูมขึ้นมากลางแม่น้ำ พอตั้งสติได้ก็รีบร้องเรียก
“ตายแล้ว! แม่ต้าหย่ง รีบมานี่เร็ว! เด็กอ้วนบ้านเธอตกน้ำแล้ว!”
ตอนแม่หลินวิ่งมาถึง เสี่ยวเป่าก็ถูกคนช่วยขึ้นมาจากน้ำแล้ว
ตัวเปียกโชกไปหมด จุกผมที่เคยตั้งเด่นก็ลู่ลงมาอย่างหงอย ๆ
แต่เจ้าตัวเล็กกลับตากลมแป๋ว ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส ในอ้อมแขนกอดปลาตัวอ้วนตัวใหญ่ไว้แน่น!
“ปลาตัวใหญ่~”
แม่หลินขาอ่อน ทรุดนั่งลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวที่ยังไม่จางหาย
“โอ๊ย เด็กคนนี้ตกน้ำแล้วยังจับปลาใหญ่ขนาดนี้ขึ้นมาได้ด้วย!”
“ทำไมฉันรู้สึกเหมือนเด็กในภาพมงคลปีใหม่เลยนะ เด็กคนนี้ช่างมีวาสนาจริง ๆ!”
ผู้คนมองเจ้าหนูอ้วนที่กอดปลาตัวใหญ่ไว้ แล้วพากันพูดคุยเซ็งแซ่
“เสี่ยวเป่า ไม่เป็นไรใช่ไหม!”
ต้าวา เอ้อร์วา และซานวารีบเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง
เสี่ยวเป่าส่ายหน้าอย่างตื่นเต้น “พี่ชาย~ มีปลากินแล้ว!”
เด็กทั้งสามพลอยดีใจไปด้วย
แม่หลินนั่งพักอยู่บนพื้นครู่หนึ่งถึงค่อยลุกขึ้น เธอดึงเสี่ยวเป่ามาสำรวจซ้ายขวา พอเห็นว่าไม่เป็นอะไรก็ถอนหายใจโล่งอก
“เจ้าตัวแสบ! ทำไมถึงตกน้ำไปได้ล่ะ?”
ต้าวา เอ้อร์วา และซานวาที่อยู่ข้าง ๆ ไม่กล้าพูดอะไร พวกเขาเห็นชัด ๆ ว่าน้องสาวกระโดดลงไปเอง!
เสี่ยวเป่ายกปลาตัวใหญ่ในอ้อมแขนขึ้นอีกหน่อย ใบหน้าแสดงท่าทีว่าหนักมาก พอเห็นแม่หลินเป็นห่วงก็รีบยิ้มจนเห็นฟันน้ำนมขาวจิ๋วสองสามซี่
แม่หลินกลั้นไม่อยู่ เลยหัวเราะออกมา
เสื้อผ้าก็ไม่สนใจซักต่อแล้ว ปลาตัวนี้ใหญ่เกือบเท่าความสูงของเสี่ยวเป่าเลย
แม่หลินกับเด็ก ๆ ดีใจกันใหญ่
“ยาย แล้วเราจะได้กินปลาเมื่อไหร่?”
เด็ก ๆ เดินตามหลังมา ต้าวาอดถามไม่ได้
แม่หลินหิ้วปลาตัวใหญ่ด้วยมือหนึ่ง อีกมือจูงเสี่ยวเป่า มุมปากยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
“เย็นนี้แหละ!”
พอกลับถึงบ้าน
แม่หลินโยนปลาตัวใหญ่ลงในกะละมัง แล้วรีบพาเสี่ยวเป่าเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
จางกุ้ยจือเดินออกมาจากห้อง พอเห็นปลาตัวใหญ่ขนาดนั้นก็ชะงัก “แม่ไปจับปลามาหรือคะ?”
“เสี่ยวเป่าจับได้!”
ซานวาพูดอย่างตื่นเต้น สีหน้าภูมิใจราวกับเป็นตัวเองที่จับปลาได้
จางกุ้ยจือไม่เชื่อ “เด็กคนนี้เนี่ยนะ?”
แม่หลินเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เสี่ยวเป่าเสร็จแล้ว ก็หยิบผ้าขนหนูมาเช็ดผมให้
“ซานวาพูดไม่ผิด เสี่ยวเป่าจับได้จริง ๆ เด็กคนนี้ตกน้ำ พอคนช่วยขึ้นมาก็กอดปลาตัวนี้มาด้วย!”
เสี่ยวเป่าหรี่ตายิ้ม “หนูเก่งมากเลย!”
“ใช่แล้ว! เสี่ยวเป่าของเราเก่งที่สุด เป็นเด็กมีวาสนาจริง ๆ!”
แม่หลินยิ้มพลางใช้มือหยาบกร้านลูบแก้มเสี่ยวเป่าเบา ๆ
จางกุ้ยจือไม่ได้รับคำแม่สามี ในใจนึกดูแคลน
ก็แค่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ จะมีวาสนาอะไรได้?
พอลูกในท้องคลอดออกมา ยังไงก็ต้องเป็นเด็กผู้ชายแน่ ถึงตอนนั้นมีลูกชายสามคนช่วยค้ำจุนบ้าน นั่นต่างหากถึงจะเรียกว่ามีวาสนา!
แม่หลินยังซักผ้าไม่เสร็จ คราวนี้จึงให้เด็ก ๆ อยู่บ้าน แล้วกลับไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำคนเดียว
หลังจากเกิดเรื่องเสี่ยวเป่าตกน้ำเมื่อครู่ แม่หลินก็ไม่วางใจพาเด็ก ๆ ไปด้วยอีก
เด็ก ๆ จึงอยู่เล่นกันในลานบ้าน
แต่ละคนถือไม้เล็ก ๆ วาดรูปบนพื้น
จางกุ้ยจือนั่งบนเก้าอี้ พิจารณาเด็กผู้หญิงที่น้องสามีเก็บกลับมา
“นี่! หนูน้อย เธอไม่คิดถึงพ่อแม่แท้ ๆ ของตัวเองบ้างหรือไง?”
เสี่ยวเป่ากะพริบตาปริบ ๆ ราวกับฟังคำพูดของจางกุ้ยจือไม่เข้าใจ
“น้าสะใภ้ เสี่ยวเป่ายังเล็กอยู่ อย่าทำให้แกกลัวเลย!”
ต้าวาทำตัวสมกับเป็นพี่ชาย คอยปกป้องเสี่ยวเป่าพลางพูดขึ้น
จางกุ้ยจือหัวเราะเยาะ “เธอนี่เห็นคนนอกเป็นน้องสาวแท้ ๆ จริง ๆ สินะ อีกไม่นานก็ส่งเด็กกลับไปแล้ว”
“หนูไม่ไป!”
จู่ ๆ เสี่ยวเป่าก็เบะปาก ตะโกนเสียงดังอย่างไม่พอใจ
จางกุ้ยจือถึงกับหัวเราะด้วยความโมโห
“เธอไม่ใช่คนบ้านหลินของเรา แล้วจะไม่ไปได้ยังไง!”
เสี่ยวเป่าหน้าแดงก่ำ อัดอั้นจนไม่รู้จะเถียงอย่างไร
“น้าสะใภ้ ห้ามไล่เสี่ยวเป่าไปนะ!”
ต้าวากับเอ้อร์วาพูดเสียงดังอย่างไม่พอใจ
เด็กทั้งสามคนยืนขวางอยู่หน้าเสี่ยวเป่า
จางกุ้ยจือโกรธจนหัวเราะออกมา “ไม่ให้ไปแล้วบ้านเราจะเอาข้าวที่ไหนมาเลี้ยงอีกคน!”
“ต่อไปพวกเรากินให้น้อยลงก็ได้ เหลือให้น้องกิน!”
เอ้อร์วาพูดขึ้น
“น้าสะใภ้ ขอร้องล่ะ อย่าไล่น้องไปเลยนะ”
ซานวาก็อ้อนวอนด้วยสีหน้าน่าสงสาร
จางกุ้ยจือพูดเสียงเย็นชา “ฉันมีอำนาจใหญ่โตขนาดนั้นที่ไหนถึงจะกล้าไล่คน หึ!”
จางกุ้ยจือกลับเข้าห้องไป
เด็ก ๆ ถึงค่อยโล่งอก
“ไม่ต้องห่วงนะเสี่ยวเป่า พวกพี่จะปกป้องเธอเอง!”
ต้าวาตบอกพูดอย่างมั่นใจ
เสี่ยวเป่าพยักหน้าแรง ๆ เผยฟันน้ำนมเล็ก ๆ สองสามซี่ แล้วยิ้มหวาน “ขอบคุณพี่ชาย~”
