“เรื่องนี้ก็ไม่ยากนี่!”
เฮ่อเฉียงรู้สึกว่าตัวเองเรียนรู้ได้แล้ว เลยเริ่มยืดอกโอ้อวดทันที
แต่หูจั้วกลับหัวเราะเยาะ “ไม่ยากงั้นเหรอ?”
“ก็เพราะสหายเว่ยกั๋วยืนอยู่นิ่ง ๆ น่ะสิ”
“ถ้าเอาไปใช้จริงในสถานการณ์ต่อสู้ นายยังฝึกได้ไม่ถึงขั้นหนึ่งด้วยซ้ำ”
“กลับไปฝึกช้า ๆ เถอะ!”
“อีกอย่าง ฉันขอเตือนนายไว้อีกเรื่อง”
“นายเรียนรู้วิธีถอดกระดูกแล้วก็เรื่องหนึ่ง แต่จะเอาไปใช้ก็เป็นอีกเรื่อง”
“ถ้าไม่ถึงคราวจำเป็นจริง ๆ ก็อย่าใช้ท่านี้ดีกว่า”
“ถ้านายถอดแขนคนอื่น ต่อให้ต่อกลับเข้าไปได้ทีหลัง ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้ข้อไหล่หลุดซ้ำจนเคยชิน นี่เป็นอาการบาดเจ็บถาวรที่แก้ไขไม่ได้”
ถ้าหูจั้วไม่พูดประโยคนี้ก็คงไม่เป็นไร แต่พอพูดจบ หวังเว่ยกั๋วก็รีบชักมือกลับด้วยความตกใจทันที
“ฮ่า ๆ ๆ!”
เฮ่อเฉียงหัวเราะอย่างสะใจ ก่อนแซวว่า “สหายน้อย ดูนายทำท่าขี้ขลาดเข้าสิ”
“หมอทหารหูอยู่ข้าง ๆ นายนี่ ต่อให้ฉันหักแขนนาย เขาก็รักษาให้ได้โดยไม่ทิ้งผลข้างเคียงหรอก”
“อาจั้ว ฉันพูดถูกไหม?”
หูจั้วแกล้งทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างจริงจังว่า “อืม!”
“ถูกแล้ว”
“ถ้าฉันลงมือเอง รับรองว่าไม่ทิ้งผลข้างเคียงแน่นอน”
หวังเว่ยกั๋วยิ่งลนลานกว่าเดิม เขาถอยหลังไปสองสามก้าวแล้วพูดว่า “ถึงอย่างนั้นก็เอาฉันเป็นหนูทดลองไม่ได้นะ”
“ได้ยินมาว่าข้อหลุดเจ็บมาก”
พอได้ยิน เฮ่อเฉียงก็รีบเถียงทันที “นายก็พูดเองว่าแค่ได้ยินมา ถ้าไม่ลองสัมผัสความเจ็บตอนข้อหลุดด้วยตัวเอง แล้วจะมีสิทธิ์พูดอะไรได้ล่ะ”
