ยังมีเรื่องใดน่าอับอายไปกว่าการแอบจุมพิตคนในครอบครัวที่เลี้ยงดูตนมา แล้วถูกเจ้าตัวจับได้คาหนังคาเขาอีกหรือไม่?
ครั้งล่าสุดที่นางอับอายถึงเพียงนี้ คือตอนอายุห้าขวบ
คราวนั้นนางฉี่รดที่นอนจนตกใจร้องไห้ กลัวว่าทุกคนจะหัวเราะเยาะและพี่ชายจะรังเกียจนาง
ทว่าบัดนี้...
เจียงอินจำต้องเผชิญหน้ากับพี่ชายใหญ่ที่สงบนิ่งเกินคาด นางทำได้เพียงซุกศีรษะเข้าไปในอ้อมแขนเขา ราวกับสัตว์ตัวน้อยที่พอเจอเรื่องก็แสร้งทำเป็นตาย
ถูกขุดออกมาแล้วก็หดกลับเข้าไปอย่างน่าสมเพช
ครั้งแล้วครั้งเล่า เด็กสาวปฏิเสธที่จะตอบคำถามที่ทำให้นางกระอักกระอ่วนจนกระวนกระวายใจ
ฝ่ามือของฉู่หวยเฉินกว้างใหญ่และอบอุ่น ทั้งยังมีรอยด้านบาง ๆ จากการฝึกยุทธ์และเขียนหนังสือมาเนิ่นนาน ยามเขาใช้มือข้างเดียวประคองท้ายทอยน้องสาว ก็แทบจะโอบรอบได้เกือบทั้งหมด
ปลายนิ้วออกแรงกดขึ้นเล็กน้อย บังคับให้เจียงอินเงยหน้าขึ้น ทว่าน้ำเสียงกลับอ่อนโยน
“เจ้าหนีไม่พ้นหรอก เจียงอิน”
ชายหนุ่มไม่ปล่อยให้สายตาคลาดจากความเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อยบนใบหน้าของเด็กสาว
“บอกพี่มา...จ้าวซูเสวี่ยบอกอะไรเจ้าใช่หรือไม่ เจ้าถึงแอบจุมพิตพี่เพื่อหยั่งเชิง?”
“หรือเจ้าแค่เห็นว่าสนุกและอยากรู้อยากเห็น จึงอยากลองดูว่าจุมพิตริมฝีปากพี่ชายแล้วจะรู้สึกต่างกันหรือไม่?”
ต่อให้เจียงอินโตกว่านี้อีกเจ็ดปี จนอายุเท่าฉู่หวยเฉิน นางก็ยังเล่นเล่ห์กับบุรุษที่เจ้าเล่ห์ราวกับจิ้งจอกหน้าหยกผู้นี้ไม่ไหว
ตั้งแต่เล็ก เจียงอินยามโกหกมักไม่กล้าสบตาผู้ใด พูดเร็วขึ้น และขนตาสั่นไหว นางจึงเอ่ยเสียงอึกอักว่า
“ขะ...ข้าแค่อยากรู้อยากเห็น จุมพิตปากไม่ได้หรือ?”
ฉู่หวยเฉินเห็นท่าทางขลาดเขลาของนางแล้วก็ทั้งขุ่นเคืองทั้งขัน ทว่าหัวใจกลับอ่อนยวบอย่างช่วยไม่ได้
แต่สีหน้าของเขายังคงเคร่งขรึม ทำท่าราวกับกำลังอบรมเด็กน้อย
เขาหลุบตาลง บีบท้ายทอยน้องสาวเบา ๆ
