เมื่อปรับเสียงกีตาร์เสร็จแล้ว นิ้วมือของฉินเซวียนก็วางพาดลงบนสาย แต่กลับไม่รู้ว่าจะดีดอะไรดี
ในหัวของเขาวนเวียนไปด้วยเพลงที่เคยฟังเมื่อเร็ว ๆ นี้ แล้วก็วกกลับไปที่บทเพลงในชีวิตก่อนหน้า แต่กลับไม่มีสักเพลงที่อยากดีด
เขากำลังจะวางกีตาร์ลง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากบันได
ซูอวี๋เดินขึ้นมา เห็นฉินเซวียนกำลังกอดกีตาร์อยู่ จึงหยุดฝีเท้าลง “พี่ฉินเซวียน กำลังยุ่งอยู่หรือเปล่าคะ หนูขึ้นมาตอนนี้รบกวนรึเปล่า”
ฉินเซวียนวางกีตาร์กลับไปที่ขาตั้งด้านข้าง “เปล่า ผมแค่ลองเล่นไปเรื่อยเปื่อย มีอะไรหรือเปล่า”
ซูอวี๋พิงตัวกับราวบันได “พวกเราจะเล่นเกมกันที่ชั้นล่าง ขาดพี่อยู่คนเดียว หนูเลยขึ้นมาถาม เป็นไอเดียของพี่เฉินเยว่กับพี่ยี่หมิงนะคะ บอกว่ายังไงอีกเดือนกว่า ๆ ก็ต้องอยู่ด้วยกัน เลยอยากให้สนิทกันมากขึ้น”
“ได้เลย” ฉินเซวียนพูดเพียงคำเดียว ก่อนจะหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะกาแฟ แล้วเดินตามซูอวี๋ลงไปชั้นล่าง
ในห้องนั่งเล่น ตอนนี้ทุกคนอยู่กันครบแล้ว
ลู่ยี่หมิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนพรม เอนหลังพิงโซฟา มือข้างหนึ่งถือขวดเครื่องดื่มเกลือแร่
พอเห็นฉินเซวียนเดินลงมาจากบันได เขาก็รีบยกเครื่องดื่มในมือขึ้น เขย่าไปทางฉินเซวียน พลางตะโกนเสียงดังลั่นจนได้ยินกันทั้งตึก “น้องชาย! เหลือแค่นายแล้ว! เร็วเข้า เร็วเข้า”
ฉินเซวียนจึงเดินไปนั่งข้าง ๆ ลู่ยี่หมิง หาที่ว่างนั่งลง
ถึงห้องนั่งเล่นจะกว้าง แต่พอนั่งลงกันสิบคน พื้นที่ก็ดูคับแคบขึ้นมาทันที
