ภายในจวนตระกูลฉู่ ใกล้ประตูหลัง มีลานเล็กๆ แห่งหนึ่ง การจัดวางมิได้หรูหรา มีเพียงต้นไม้เก่าแก่หนึ่งต้น บ่อน้ำโบราณหนึ่งแห่ง โต๊ะหินและม้านั่งหินหนึ่งชุด กับเรือนกระเบื้องอีกสามห้าหลัง
ที่นี่คือที่พักของฉู่เซียวและฉู่ชิงซานในตระกูล ฉู่เซียววิ่งพรวดพราดเข้ามา ราวกับโจรที่เพิ่งลักขโมยทรัพย์สินมาเสร็จ รีบร้อนกลับบ้านเพื่อนับสิ่งของที่ได้มา
และหม้อลายมังกร ก็คือของที่ได้มาในครั้งนี้ เมื่อปิดประตูห้องเรียบร้อยแล้ว เขาก็อดรนทนไม่ไหวที่จะยกมันออกมา โบราณวัตถุชิ้นนี้! สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่ามันผ่านแดดผ่านลมมามากเท่าใด หน้าตามันจึงดูไม่สู้ดีนัก
ดังคำโบราณว่าไว้ว่า อย่าตัดสินคนจากภายนอก ไหนเลยจะรู้ว่าไอ้ที่สามารถทำให้สมบัติมิติเคลื่อนไหวได้นั้น หม้อใบนี้ย่อมไม่ใช่ของธรรมดา ทว่าน่าเสียดายที่สายตาเขายังต่ำเตี้ย พลิกดูไปมาอยู่นานก็มองไม่ออกว่ามันพิเศษตรงไหน
ฟุ่บ!
ด้วยเคยมีประสบการณ์หยดเลือดรับเจ้าของมาก่อน เขาจึงกรีดนิ้วมือทันที หยดเลือดลงบนตัวหม้อ
ทว่า ไม่ได้ผล
“ใช้วิธีผิดหรือ?”
เขาพึมพำพลางเกาคาง
ยามเจ็บหนักย่อมวิ่งหาหมอ เขาทำตัวช่ำชองในวันนี้ เพื่อไขความลับของหม้อลายมังกร เขาแช่น้ำ เอาค้อนทุบ ใช้ไฟเผา...ขนาดกัดด้วยปากก็ยังทำเลย อืม กัดแล้วเจ็บฟัน
สุดท้ายแล้ว ก็ไม่เห็นสิ่งนี้แสดงความผิดปกติใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย มีแต่แหวนหมึกน้อยของเขา ที่เหมือนถูกกระตุ้น ตื่นตัวเป็นอย่างยิ่ง สั่นไหวไม่หยุดหย่อน และแสงก็กระพริบวาบวามไม่ขาด
เขาเข้าใจแล้ว สีหน้าเปลี่ยนเป็นเปี่ยมความหมาย สมบัติที่มีมิติ น่าจะแข็งแกร่งมาก บังเอิญเสียจริง หม้อลายมังกรก็เป็นกระดูกแข็งเช่นกัน หากสองสิ่งนี้กระทบกัน จะไม่มีประกายไฟที่ต่างออกไปอย่างนั้นหรือ?
คิดดังนั้น เขาก็จุกลมใส่มือ นิ้วกลางที่สวมแหวนหมึกยื่นออกมาเล็กน้อย แล้วเล็งไปที่จุดหนึ่งของหม้อลายมังกร ชกหมัดลงไป ใช้แหวนหมึกเข้าปะทะ
ตูม!
เสียงโลหะกระทบกัน กังวานดังสนั่น
หม้อลายมังกรที่เคยมั่นคงดั่งขุนเขา ในที่สุดก็มีปฏิกิริยา สั่นสะเทือนรุนแรง หึ่งๆๆ จ้องมองจนตาฉู่เซียวเป็นประกาย แมวตาบอดเจอหนูตาย เจอวิธีที่ถูกต้องแล้วหรือ?
แนวทางนี้ไม่ผิด ต้องทุบให้หนักก็ใช่แล้ว เขากำหมัดทุบอีกครั้ง หมัดแล้วหมัดเล่า ยิ่งทุบก็ยิ่งแรง ยิ่งทุบก็ยิ่งคึกคัก ทุกครั้งที่หมัดตกลงมา ย่อมมีเสียงกังวานดังกึกก้อง
นอกลาน มีบ่าวรับใช้เดินผ่านหยุดยืน แนบอยู่หน้าประตู เงี่ยหูฟัง ตั้งแต่เช้าตรู่ คุณชายสามกำลังทำอะไรอยู่? เสียงดังเคร้งคร้าง ฟังดูยังไงก็เหมือนตีเหล็ก
หึ่งง!
หม้อลายมังกรที่ประกายไฟกระเด็น เกรงว่าจะถูกตีจนเดือดดาล ส่งเสียงคำรามก้อง
ชั่วพริบตานั้น มันราวกับกลายเป็นดวงตะวันดวงน้อย เปล่งรัศมีหมื่นเส้น
ฉู่เซียวไม่ทันระวัง ถูกแสงสว่างจ้าส่องจนตาพร่ามัว มองเห็นเพียงเลือนราง ว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งกระโดดโลดเต้นอยู่ตรงหน้า ราวกับเป็นตัวอักษรทองเล็กๆ ที่เลือนรางแต่เจิดจ้า
มันคือตัวอักษรทองนั่นเอง ราวกับเป็นรอยประทับที่ไม่มีวันดับสูญ ดวงแล้วดวงเล่า ถูกสลักเข้าไปในสมองของเขา พร้อมกับเสียงสวรรค์โบราณที่ลึกลับ ประสานเป็นบทคัมภีร์ที่ยิ่งใหญ่ไพศาล
“เคล็ดวิชาโกลาหล”
เสียงพึมพำของเขา ซ่อนเอาความตะลึงพรึงเพริดไว้ไม่สิ้นสุด
นี่มันคือตำรา เป็นตำราที่อัศจรรย์ลึกซึ้งไม่รู้จบ ได้ชื่อว่า “โกลาหล” ครอบคลุมสรรพสิ่ง
ใช่แล้ว ครอบคลุมสรรพสิ่ง เพราะมันสามารถวิวัฒน์ได้ และสิ่งที่หล่อเลี้ยงการวิวัฒน์ก็คือเคล็ดวิชาลับและปราณเวท
พูดง่ายๆ คือ ผู้ฝึกเคล็ดวิชาโกลาหล ทุกครั้งที่เรียนเคล็ดลับได้หนึ่งอย่าง มันก็จะแข็งแกร่งขึ้นหนึ่งส่วน เรียนมากก็ยิ่งทรงพลัง
นั่นก็คือ มันไม่มีขีดจำกัด
นี่มันสุดยอดแล้ว
ตำราที่ไม่มีวันสิ้นสุดเล่มนี้ หากฝึกจนบรรลุถึงที่สุดแล้ว จะไม่ครอบฟ้าคลุมดินได้อย่างไร? หลุมศพบรรพชนพ่นควันเขียวแล้ว เผลอแป๊บเดียวก็เก็บสมบัติได้อีกแล้ว
ทั้งหมดนี้เป็นความดีของแหวนหมึก ใครจะคิดว่ามันมีความสามารถรับรู้สมบัติวิเศษได้ ใครจะคิดอีกว่าไอ้หม้อพังๆ ใบหนึ่ง จะซ่อนตำราชั้นยอดเอาไว้
“สมบัติของข้า ไม่ได้ชนเจ้าจนเจ็บใช่ไหม!” ฉู่เซียวหัวเราะพลางลูบคลำแหวนหมึกไม่หยุด
แหวนหมึกค่อนข้างเงียบสงบ ไม่สนใจเขา
โชคดีที่มันไม่ใช่คน หากมันพูดได้ คงต้องมีคำหนึ่งว่า: แฮ่ก...ถุย...
ฉู่เซียวกระแอมแห้งๆ หัวเราะอย่างเคอะเขินยิ่ง หากมิใช่เพราะถูกทำให้จนสิ้นปัญญา เขาก็คงไม่ระเบิดความคิดแปลกๆ เอาแหวนมิติของตนไปทุบหม้อลายมังกรที่ดื้อดึงนั่นหรอก
ความจริงพิสูจน์แล้ว ทุบไม่ผิดเลย ทุบจนเจอโชควาสนาใหญ่เข้าให้แล้ว มันสามารถรับรู้สมบัติวิเศษได้ เขาก็มีความคิดเล็กๆ น้อยๆ มากขึ้น รอให้เข้าใจตำราอย่างถ่องแท้ก่อน แล้วค่อยสวมแหวนหมึกออกไปเดินเล่น เผื่อจะเก็บโชคใหญ่ได้อีก
เข้าใจ
คิดจะเข้าใจก็เข้าใจเลย
เขาเก็บหม้อลายมังกร แล้วทำจิตใจให้สงบ นั่งหลับตาดุจพระเถระปฏิบัติธรรม
เคล็ดวิชาโกลาหลนั้นลึกซึ้งเกินไป ไอ้คนปัญญาทึบอย่างเขา เข้าใจมันราวกับดูคัมภีร์สวรรค์ เพียงแค่บทสวดที่ยากแก่การเข้าใจ ก็ท่องจนมึนหัวตาลาย ถึงขนาดผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืน ก็ยังไม่เข้าใจแม้สักเสี้ยวเดียว
ยิ่งเป็นเช่นนี้ เขาก็ยิ่งฮึกเหิม ในเมื่อเป็นตำราชั้นสูงสุดแล้ว จะให้เข้าใจได้ง่ายๆ ได้อย่างไร? แต่หากโชคดีพอที่จะหยั่งรู้แก่นแท้สักสามห้าส่วน ก็จะทะยานพุ่งทะลุฟ้า
“เซียวเอ๋อร์ อย่าลืมกินข้าว”
ฉู่ชิงซานมีนิสัยตื่นเช้า ทำอาหารให้ลูก แล้วก็ไปประจำที่หอตำรา วันนี้ก็ไม่เว้น เรียกอยู่คำหนึ่ง แล้วก็รีบออกจากประตูไป
ฉู่เซียวไม่มีเสียงตอบ จิตใจกำลังล่องลอยอยู่ในเคล็ดวิชาโกลาหล กระทั่งท้องร้องจ๊อกๆ ถึงได้วิ่งออกมาอย่างมึนงง กินอย่างตะกละตะกลาม
จากนั้นก็มุดกลับเข้าห้องไปอีก
หลายวันหลังจากนั้น เขาก็เป็นเช่นนี้
เคล็ดวิชาโกลาหลทำให้เขาลืมกินลืมนอน มักอยู่ในสมาธิ เพ่งจิต ผู้เป็นพ่อเรียกอยู่หลายหนก็ไม่มีเสียงตอบ อีกทั้งบางครั้งยังพึมพำไม่หยุด
ด้วยเหตุนี้ ฉู่ชิงซานอดสงสัยไม่ได้ นับตั้งแต่วันที่ถูกทำโทษให้คุกเข่า เด็กคนนี้ก็มีพฤติกรรมผิดแปลกไป อย่าว่าออกลานเลย แม้แต่ประตูห้องก็ไม่ค่อยเห็นออกมา
“เริ่มได้”
ค่ำคืนอันเงียบสงบอีกคืนหนึ่ง
ในห้อง ฉู่เซียวนั่งในท่าอันสง่างาม
หลังจากเพ่งพินิจมามากวัน ในที่สุดเขาก็ท่องคาถาลับในใจ เริ่มใช้เคล็ดวิชาโกลาหลอย่างแท้จริง
พอเริ่มใช้นี่ไม่เบาเลย เหนือสวรรค์ชั้นเก้าพลันมีเสียงฟ้าร้องกึกก้อง คนหลับฝันจำนวนมากถูกปลุกให้ตื่น
เขาทำใจให้ปลอดจากสิ่งภายนอก ไม่รู้สึกใดๆ แต่ฉู่ชิงซานกลับใส่เสื้อคลุมขาดๆ แล้วรีบออกจากประตูห้อง ฟ้าร้องแล้ว เกรงว่าฝนจะตก ต้องเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้แล้ว
เอ๋? มองดูท้องฟ้าอีกครั้ง เขาอดไม่ได้ที่จะยืนนิ่งอยู่กลางลาน จะด้วยความเป็นเด็กไม่หาย หรือว่าไร้เรื่องทำก็ไม่รู้ กลับยืนนับดาวอยู่ตรงนั้น
ก็เพราะคืนนี้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวนั้น แตกต่างจากวันก่อนๆ มีดาวอยู่หนึ่งร้อยแปดดวง ที่ราวกับถูกไฟไหม้ กลายเป็นสว่างเจิดจ้ายิ่ง ราวกับเป็นดวงประทีปที่ส่องสว่างฟ้าดินทีละดวงๆ
“สามสิบหกเทียนกัง”
“เจ็ดสิบสองตี้ซา”
ใต้ฟ้าผืนนี้ เสียงอุทานดังขึ้นไม่ขาดสาย
ไม่รู้ว่านักดูดาวมากเท่าใดที่ขึ้นที่สูงมองฟ้า และไม่รู้ว่าหมอดูมากเท่าใดที่นับนิ้วคำนวณ ภาพปรากฏของเทียนกังตี้ซ่าเช่นนี้ ช่างประหลาดยิ่งนัก
อื้อ!
ฉู่เซียวส่งเสียงคราง เส้นเอ็นบนหน้าผากปูดโปน
เคล็ดวิชาโกลาหลช่างแข็งกร้าวเกินไป ดูดซับพลังปราณได้รวดเร็วยิ่ง และพลังปราณดำทุกเส้นที่หลอมออกมา ราวกับมีพลังเทวะช่วยหนุน แข็งแกร่งไร้ที่เปรียบ วิ่งทะลวงไปทั่วร่าง
แขนขาทั้งสี่ อวัยวะภายใน เส้นลมปราณพิสดาร ถูกมันชำระล้างอย่างไม่เกรงใจ ความเจ็บปวดระทมที่เทียบเท่าเหล็กตีกระหน่ำนั่น เจ็บจนเขาอยากจะเป็นลม
เจ็บดีสิ!
เจ็บก็คือการขัดเกลาอย่างถึงขีดสุด
เหล็กขึ้นสนิมอย่างเขาต้องถูกหลอมตีนับพันครั้ง
ตุบ!
ในความเลือนราง ดูเหมือนจะมีเสียงหนึ่งดังขึ้น
เลื่อนขั้น ทะลวงเข้าสู่ขั้นกำเนิดใหม่ขั้นสามอย่างแข็งขัน
ถึงตอนนี้ ในที่สุดเขาก็พ่นปราณขุ่นมัวออกมา ร่างอ่อนเปลี้ยทันที
การใช้วิชาที่แข็งกร้าวเช่นนี้ครั้งแรก ร่างเล็กๆ ทนไม่ค่อยไหว หมดแรงนอนบนเตียง ไม่ขยับเขยื้อนอยู่เป็นนาน มีเพียงเลือดไหลรินจากมุมปาก
เลือดนั้นขุ่นมัว มีตะกอนเล็กๆ ปนอยู่ มองที่ผิวของเขา ก็มีสิ่งสกปรกเหนียวหนืดเคลือบอยู่ชั้นหนึ่ง ส่งกลิ่นเหม็นคาว ล้วนเป็นของเสียที่ถูกหลอมออกจากร่าง
“คืนที่ไม่ธรรมดา”
เขารีบสำรวจภายในร่าง
การเปลี่ยนแปลงนั้นยิ่งใหญ่นัก เส้นลมปราณขยายใหญ่ขึ้นไม่น้อย เอ็นและกระดูกก็แกร่งขึ้น สิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดคือทะเลลมปราณในตันเถียน มันว่างเปล่าดั่งแรกเริ่ม พลังปราณดำที่ล่องลอยในนั้น ถูกปกคลุมไปด้วยสีแห่งปฐมโกลาหล
นี่เป็นเพียงสิ่งที่มองเห็นด้วยตาเปล่า พื้นฐานที่มองไม่เห็น ก็มีการยกระดับขึ้นไม่น้อย เช่น พลังจิตที่เข้มแข็งกว่าเดิม การมองเห็น การได้ยิน และการรับรู้ ก็ยิ่งละเอียดละออมากขึ้น
“ข้าฉลาดขึ้นหรือเปล่านะ?”
ฉู่เซียวพึมพำ จิตใจรู้สึกปลอดโปร่งอย่างยิ่ง สิ่งที่เคยคิดไม่ตกในอดีต มาตอนนี้คิดดูแล้ว ดูเหมือนจะไม่ยากเกินไปแล้ว
ทุกสิ่ง ราวกับว่าหลังจากที่เขาฝึกฝนวิชานี้แล้ว มันง่ายขึ้นหมด ดังที่คนรุ่นก่อนว่าไว้ ก็คือมีพลังปราณแท้จริงพุ่งขึ้นสมอง... รูทะลุแล้ว
“ไม่เลว”
ฉู่เซียวยิ้มมุมปาก พลิกตัวลงจากเตียง ออกกระบวนท่าหมัดเท้าในห้อง แววตาร้อนแรง ราวกับคบเพลิงส่องสว่าง พลังอันมหาศาลที่อัดแน่นในกาย ยิ่งทำให้เขาร้อนระอุไปทั่วร่าง
นอกจากนี้ ก็คือความหิว หิวจนเขาใจสั่น และความอยากอาหารนั้นดีจนพูดไม่ออก ปริมาณที่กินก็มากกว่าเดิมไม่น้อย อาหารที่พ่อทิ้งไว้ให้ ถูกกินจนเกลี้ยง อีกทั้งยังไม่ค่อยอิ่ม
เป็นเรื่องปกติ
ปกติอย่างยิ่ง
เคล็ดวิชาโกลาหลหลอมเอาของเสียไม่น้อยออกจากร่างของเขา ย่อมต้องการสารอาหารมาชดเชย
เขามั่นใจว่า เมื่อร่างแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ปริมาณอาหารที่กินจะต้องน่าตกใจยิ่งขึ้น
“คุณชายสาม มีคนข้างนอกจวนมาหา”
จากประตูลาน เสียงเรียกดังมา
หลายวันมานี้ ในที่สุดฉู่เซียวก็ออกจากห้องแล้ว ร่างที่เกือบจะถอดเปลี่ยนใหม่นั้น แม้แต่เดินก็ยังมีพลัง แต่ภาพลักษณ์ตอนนี้ ดูไม่ค่อยดีนัก
ปิดด่านนานเกินไป กินนอนไม่เป็นที่ เขายังไม่ถึงวัยไว้หนวด แต่กลับมีหนวดขึ้นที่มุมปาก ผมยาวก็รุงรังเล็กน้อย ราวกับคนอพยพหนีภัย
“คุณชายสาม สวัสดีขอรับ” คนใช้ตระกูลฉู่ที่ผ่านมา เห็นเขาก็จะทักทาย พอเดินเลยไป ก็อดไม่ได้ที่จะเอามือปิดจมูกอย่างไม่สบายใจ “กลิ่นอะไรนะ?”
ฉู่เซียวมองซ้ายมองขวา ยกแขนขึ้นดมออกมาเร็วเกินไป ยังไม่ได้อาบน้ำล้างหน้า หรือเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาดเลย มิน่าถึงถูกคนอื่นรังเกียจ
“ได้ยินหรือไม่ว่าคุณหนูสามถูกเลือกเข้าไปที่สำนักศึกษาไท่ไป๋แล้ว”
“สำนักศึกษาไท่ไป๋คือที่ใด?”
“นั่นคือหนึ่งในแปดสำนักศึกษาแห่งต้าฉินของเรา เช่นเดียวกับสำนักศึกษาอื่นๆ ล้วนเกิดขึ้นเพื่อปกป้องต้าฉิน ตั้งแต่โบราณมา ผู้ใดที่ถูกคัดเลือกเข้าไป ล้วนเป็นผู้มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมทั้งสิ้น”
“คุณหนูสามก็คืออัจฉริยะเช่นนี้ ทั้งเมืองกว่างหลิง มีเพียงนางคนเดียว อนาคตไร้ขีดจำกัด วันหน้านางสำเร็จกลับมา อย่าว่าหัวหน้าตระกูลทั้งหลายเลย แม้แต่เจ้าเมืองเห็นนางแล้ว ก็ยังต้องนอบน้อม”
ที่ประตูจวน คนงานสองคนกำลังสนทนากันอย่างออกรส
ฉู่เซียวก็มาถึงพอดี ได้ยินชัดแจ๋วทุกคำ ในแววตาปิดบังความใฝ่ฝันและความปรารถนาไว้ไม่อยู่
สำนักศึกษา แดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการฝึกฝน คนธรรมดาสามัญเข้าไปไม่ได้ การที่ตระกูลฉู่จะมีศิษย์สำนักศึกษาได้สักคน เป็นบุญวาสนาของบรรพชนจริงๆ
ระหว่างพูด เขาก็ออกจากประตูจวนแล้ว
ทันทีที่เห็น ก็เห็นสตรีในชุดแดงผู้หนึ่ง ยืนอยู่ใต้บันไดอย่างสง่างาม ชายเสื้อและเส้นผม ไร้ลมก็พลิ้วไหวเอง
นางงามเป็นที่สุด ทว่าสีหน้ากลับเย็นชาราวกับน้ำแข็ง มีความหยิ่งผยองที่ราวกับยืนอยู่เหนือเมฆา และขับไล่ผู้คนให้อยู่ห่างไกล
“นี่ใครกัน?”
ฉู่เซียวมองสำรวจอยู่พักหนึ่ง แน่ใจว่าไม่เคยเห็น
สตรีชุดแดงก็ชำเลืองมองมาเช่นกัน ในดวงตาใสกระจ่าง ฉายแววดูแคลน โดยเฉพาะเมื่อเห็นฉู่เซียวทั้งตัวสกปรกมอมแมม นางก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วงาม ท่าทีรังเกียจแสดงออกมาอย่างไม่ปิดบัง
บิดาช่างตาฝ้าฟางนัก ถึงได้เลือกไอ้คนอย่างนี้มาเป็นสามี เขามีพรสวรรค์ดีเลิศ หรือมีญาณพิเศษเล่า มองตั้งแต่หัวจรดเท้า มีส่วนไหนคู่ควรกับนาง ก็เพียงเพราะเขาแซ่ฉู่เท่านั้น?
“คุณหนู เจ้าตามหาข้าหรือ?” ฉู่เซียวถามเชิงหยั่ง
“ฉู่เส้าเทียน ข้ามองเจ้าไม่ขึ้น เจ้าตัดใจเสียเถอะ!” สตรีชุดแดงเอ่ยปากบางๆ ถ้อยคำเย็นชา
ประโยคเดียว ทำเอาฉู่เซียวอึ้งไป
จริงแท้แน่นอน เขาไม่ได้มีความสามารถอะไร และน้อยคนที่จะเห็นเขาในแง่ดี แต่นางก็ไม่จำเป็นต้องมาแต่เช้าตรู่ ดักอยู่หน้าประตูตระกูลฉู่... ชี้หน้าด่าเขาไม่ใช่หรือ!
“ข้าว่า.....”
“ข้าพูดแค่นี้ เจ้าดูแลตัวเองด้วย”
สตรีชุดแดงกล่าวอย่างเย็นชา สะบัดแขนเสื้อจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมเย้ายวนหนึ่ง และคุณชายฉู่ที่ยืนละล้าละลังกลางสายลม ทั้งยังกล้ำกลืนคำหยาบไว้เต็มอก
โดยไม่ทันรู้เรื่องราวก็โดนด่าเสียแล้ว
จะไม่ให้เดือดดาลได้อย่างไร?
“รู้จักนางผู้นั้นหรือไม่” ฉู่เซียวมองไปทางคนงานเฝ้าประตู
“เย่โหรว คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเย่” คนงานรีบตอบ
“ธิดาของเย่เทียนเฟิง?”