“ข้าไปหาเรื่องเจ้าที่ไหน”
ชายหนุ่มมองร่างของเย่โหรวที่ค่อย ๆ ห่างออกไปเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเกาหัวแล้วเดินกลับจวน
เขาเป็นคนรักษาคำพูด บอกว่าจะพาแหวนหมึกไปเดินเล่น ก็ไม่เคยผิดสัญญา จวนของตัวเองย่อมเป็นจุดหมายแรก เขาทำตัวเหมือนนักท่องเที่ยวขี้เบื่อ เดินเรื่อยเปื่อยไปตามซอกมุมต่าง ๆ
ทุกที่ที่ไป เขาจะเหลือบมองแหวนหมึกโดยไม่รู้ตัว หวังว่าเจ้าสมบัติสารพัดประโยชน์ของบ้านจะสั่นไหวสักนิด ขอแค่มันมีปฏิกิริยา ก็พิสูจน์ได้ว่ามีของวิเศษ
น่าเสียดาย เดินวนเป็นรอบใหญ่ก็ไร้วี่แวว
“ข้าโลภเกินไปหรือเปล่านะ”
เคร้ง!
ทันใดนั้นก็มีเสียงกระบี่คำราม ดังเสียดแก้วหูของฉู่เซียว
มองหาแหล่งที่มา ถึงรู้ว่ามาจากลานประลอง
ที่นั่นเป็นสถานที่ฝึกวิชาของลูกหลานตระกูลฉู่ ทุกยามเช้าจะคึกคักเป็นพิเศษ วันนี้ก็ไม่ต่างกัน
จากระยะไกล เขาเห็นกลุ่มคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ล้อมรอบเด็กสาวในชุดขาวส่งเสียงจ้อกแจ้จอแจ
นางมีนามว่าฉู่หานเยว่ ไข่มุกแห่งตระกูลฉู่ คนที่ถูกเลือกเข้าสำนักศึกษาไท่ไป๋ ก็คือนางนี่เอง
ฉู่เซียวสงสัย หลบอยู่หลังภูเขาจำลอง แอบมอง
ตอนที่เขามองอยู่ เห็นฉู่หานเยว่กำลังร่ายอาคมด้วยมือเดียว กระบี่ปราณหลายสิบสายฟาดฟันพลิ้วไหว ดูดุดันยิ่ง แม้อยู่ห่างไกล ก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันของพลังกระบี่ เขามีเหตุผลให้เชื่อว่า หากโดนกระบี่ปราณสักสายเดียว คงถูกฟันเป็นแตงโมแน่
“ครึ่งก้าวคืนสู่ต้นกำเนิด สมคำร่ำลือ”
ฉู่เซียวถอนหายใจ
ห้าขั้นแห่งการบำเพ็ญ กำเนิดแรกเริ่ม คืนสู่ต้นกำเนิด ยุทธ์แท้ รู้แจ้งสวรรค์ และอนัตตา แต่ละขั้นห่างกันฟ้ากับดิน
ส่วนฉู่หานเยว่ ก็คือผู้บำเพ็ญที่ก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าเขตแดนขั้นคืนสู่ต้นกำเนิดแล้ว หากมองทั่วคนรุ่นเยาว์ของตระกูลฉู่ นางเป็นเพียงผู้เดียว
อายุเพียงเท่านี้
พลังฝึกปรือถึงเพียงนี้
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงถูกเลือกเข้าสำนักศึกษาไท่ไป๋
“ใคร?”
ฉู่หานเยว่ไม่เพียงแต่พรสวรรค์ล้ำเลิศ การรับรู้ยังน่าสะพรึงอย่างผิดปกติ พอรู้ว่ามีคนแอบดูอยู่ ก็ฟันกระบี่ปราณสายหนึ่งมาทันที
ฉู่เซียวรีบเบี่ยงตัว กระบี่ปราณเฉียดผ่านปลายจมูกของเขาไป โชคดีที่ฉู่หานเยว่เล็งแม่นไม่พอ หากเบี่ยงไปสักนิ้ว วันนี้เขาได้คลานกลับแน่
ถึงเวลาต้องไปแล้ว
ถ้าไม่ไปเกรงจะมีปัญหา
“ใครแอบดู?”
เสียงตวาดดังขึ้น พร้อมกับมีคนพุ่งเข้ามา
คือฉู่เหิงนั่นเอง ตัวยังมาไม่ถึง ก็รู้สึกถึงไอร้อนระอุของเปลวเพลิงที่ซัดกระหน่ำ
ฉู่เซียวก้าวช้าไปก้าวเดียว ถูกขัดขวางอยู่กับที่
“ข้านึกว่าใคร ที่แท้ก็ไอ้หนูนี่”
ฉู่เหิงหัวเราะเย็น คำพูดเต็มไปด้วยความเป็นปรปักษ์
เขาเป็นคนเจ็บแล้วจำ วันนั้นที่เสียเปรียบให้ฉู่เซียวยังจำได้ติดใจ ถึงอีกฝ่ายจะถูกทำโทษให้คุกเข่าทั้งคืน ก็ยังยากจะลบความแค้นในใจ
ฉู่เซียวก็เดือดดาลเช่นกัน วันนั้น ถ้าไม่มีใครห้ามเขาไว้ละก็ ต้องทุบไอ้เวรนี่ให้หน้าเป็นหัวหมูแน่
“ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ กลัวไม่ใช่แอบฝึกเคล็ดวิชาลับหรอกนะ?” ฉู่เหิงไม่ฟังความ โยนข้อหาใหญ่ใส่หัวฉู่เซียวทันที
ตระกูลฉู่ไม่ใช่ตระกูลธรรมดา ระบบชนชั้นเข้มงวดมาก เคล็ดวิชาลับบางอย่าง ลูกหลานสายรองไม่มีสิทธิ์เรียน หากถูกจับได้ ก็หนีไม่พ้นถูกลงโทษ
“เพลงกระจอกงอกง่อยของเจ้า ต้องแอบเรียนด้วยหรือ?” ฉู่เซียวเบ้ปาก
“ไอ้ลูกผสม อยากรนถูกเผานักใช่ไหม” ฉู่เหิงสบถเสียงดัง เปลวไฟกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ
“คนไร้มารยาท” ฉู่เซียวเองก็เลือดร้อน ลืมคำสั่งสอนของบิดาจนสิ้น ลงมือถกแขนเสื้อขึ้นทันที
“หยุดมือ”
ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังจ้องจะฟาดกัน ด้านข้างเวทีประลองก็มีเสียงเย็นเยียบแว่วมา
ฉู่หานเยว่เอ่ยปากแล้ว แม้นางจะไม่ใช่หลานสาวคนโตของตระกูลฉู่ อายุก็ไม่ใช่คนสุดท้อง แต่คำพูดของนางกลับมีน้ำหนักมาก
แม้ฉู่เหิงจะไม่ใคร่เต็มใจนัก สุดท้ายก็ยอมหยุด พวกลูกหลานตระกูลฉู่ก็เลิกก่อกวน
“อยากสู้ ขึ้นมาบนเวที” ฉู่หานเยว่เอ่ยเรียบ ๆ
ฉู่เหิงกำลังรอประโยคนี้อยู่ ชี้หน้าฉู่เซียว ตะโกนลั่น “ไอ้หนู กล้าสู้กับข้าไหม?”
“กลัวเจ้าหรือไร” ฉู่เซียวไม่ยอมอ่อนข้อ ไอ้คู่แค้นปัสสาวะรดหัวกันขนาดนี้ จะมีหน้าไหนยอมถอย
“มา”
ฉู่เหิงก้าวเดียวขึ้นเวที เปลวไฟสนั่นหวั่นไหว
ครั้งก่อน เขาไม่คิดว่าฉู่เซียวจะกล้าลงมือกับตน เลยเสียจังหวะก่อน จึงพลาดท่าเสียรู้ อยากจะแก้มือกลับคืนมาตลอด ดูเหมือนวันนี้จะเหมาะเจาะลงตัวเป็นที่สุด
มีเรื่องสนุกให้ดู
ลูกหลานตระกูลฉู่กรูเข้ามาล้อม
มีเพียงฉู่หานเยว่ที่ยังยืนอยู่บนเวที
เห็นได้ชัดว่านางจะรับบทเป็นกรรมการ หากใครลงมือหนักเกินไปก็ต้องห้ามปราม ฉู่เซียวบาดเจ็บไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าฉู่เหิงพลาดพลั้งไป เกรงว่าจะบอกท่านปู่ได้ยาก
พูดถึงฉู่เซียว นางยังเหลือบมองอีกครั้ง
แต่ก็เพียงแค่มองแวบเดียว
ตระกูลฉู่มีเด็กหนุ่มมากความสามารถมากมาย ยกเว้นคนนี้ เวลาคนนอกพูดถึง นางรู้สึกขายหน้าไม่น้อย ตระกูลสืบทอดของแซ่ฉู่ยิ่งใหญ่เพียงใด เหตุใดถึงได้ให้กำเนิดลูกหลานไร้ความสามารถเช่นนี้
“เพิ่มเดิมพันไหม?” ฉู่เหิงยิ้มมองฉู่เซียว
“พูดมาก อยากพนันอะไร” ฉู่เซียวไม่ลดราวาศอก
“ไม่มาก ห้าสิบตำลึง” ฉู่เหิงยิ้มเย้ย ปลดถุงเงินที่เอวตามสบาย
“ไม่มีเงิน” ฉู่เซียวยากจนแต่ก็จนอย่างสง่าผ่าเผย เงินเดือนของเขาหนึ่งเดือนแค่สามตำลึง ต้องซื้อทรัพยากรบำเพ็ญเพียร ต้องรักษาพ่อ ไหนเลยจะมีเงินเหลือ
“ไม่มีเงินก็ง่าย” ฉู่เหิงยิ้มยียวน “ถ้าเจ้าพ่ายแพ้ ก็คลานออกจากลานประลองไป”
“พนันก็พนัน” ฉู่เซียวเริ่มบริหารข้อมือ บิดคอแรง ๆ อีกที
ถ้าสู้กับลูกหลานคนอื่น เขายังห่างชั้นอีกมาก แต่ถ้าคู่ต่อสู้เป็นฉู่เหิงละก็ เขากลับมั่นใจอยู่มาก
หลานตระกูลฉู่มีมากมาย ถ้าพลังฝึกปรือของเขาอยู่ในอันดับโหล่ งั้นคนนี้ก็คือรองโหล่ ที่ถูกตามใจมากเป็นพิเศษ ก็เพราะตอนคลอดมีแสงประหลาดปรากฏ ถูกท่านปู่และตระกูลมองว่าเป็นสิริมงคล
นอกจากนี้ พวกเขาทั้งคู่ก็งั้น ๆ พอ ๆ กัน
จากกันสามวัน
ย่อมต้องมองด้วยตาใหม่
ตัวเขาในตอนนี้ ไม่ใช่ฉู่เส้าเทียนเมื่อครึ่งเดือนก่อนอีกแล้ว
ตูม!
เปิดฉากการต่อสู้ ฉู่เหิงระเบิดพลังในพริบตา เห็นฉู่เซียวเลิกคิ้ว “กำเนิดแรกเริ่มขั้นห้า”
มิน่าเล่า วันนี้ถึงได้โอหังนัก ที่แท้พลังฝึกปรือก็ก้าวหน้า เหนือกว่าเขาถึงสองขั้นเสียแล้ว
“ดูท่า”
ฉู่เหิงคำรามเสียงแหบ ร่ายอาคมอย่างรวดเร็ว
ในพริบตา บนเวทีประลองเกิดพายุคลั่ง ลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นเจ็ดแปดลูก ทะลักลงมาจากกลางอากาศ
ส่วนฉู่เซียวก็แค่นหัวเราะ เขาคุ้นเคยกับลีลาการต่อสู้ของฉู่เหิงดีนักหนา: ดูท่า ร่ายอาคม ปล่อยไฟ
เพราะต่อจากนี้ ลูกไฟที่ใหญ่กว่ายังมีอีก ถึงจะเผาไม่ตาย ก็กระแทกจนอีกฝ่ายขยับตัวไม่ไหว
รู้เขารู้เรา เขาไม่มีทางยอมเป็นเป้านิ่งในครั้งนี้ กระทืบเท้าหนึ่งทีอย่างแรง ราวกับสัตว์ร้ายพุ่งเข้าไปตรง ๆ
เอ๋?
ลูกหลานตระกูลฉู่เห็นดังนั้น สีหน้าประหลาด
ปกติแล้วพวกเขาเห็นสองคนนี้ทะเลาะกันบ่อยครั้ง คนแรกมีธรรมชาติสายอัสนี คนหลังสายอัคคี เมื่อเริ่มสู้ ก็เป็นการปะทะกันระหว่างกระบี่อัสนีกับลูกไฟ ทว่าวันนี้ ฉู่เซียวกลับเปลี่ยนวิธีการต่อสู้แบบเดิม
ฉู่เหิงเองก็ชะงักเช่นกัน เขาเตรียมใช้คาถาควบคุมเพลิงบดขยี้ฉู่เซียวอยู่แล้ว ใครจะคิดว่าอีกฝ่ายไม่ร่ายอาคม ไม่ร่ายเวท เหมือนคนบ้าบิ่นพุ่งเข้ามา แถมยังรวดเร็วมาก
เร็วก็ถูกแล้ว วิชาเคล็ดวิชาโกลาหลไม่ได้ฝึกฟรี ๆ ถึงจะเปลี่ยนสายเลือดของฉู่เซียวไม่ได้ แต่ก็กระตุ้นศักยภาพของเขา ทั้งร่างกายและปฏิกิริยาตอบสนอง ล้วนยกระดับขึ้นมาก เหนือกว่าเมื่อก่อนอย่างยิ่ง
ตูม! ตึง!
ลูกไฟที่ตกลงมาจากฟ้า กระทบลงบนเวทีประลองทีละลูก ๆ ไม่เรียงลำดับ
ฉู่เซียวกลับหลบไปมา หลีกเลี่ยงได้อย่างหวุดหวิด ฝืนบุกประชิดตัวฉู่เหิง
“เจ้า......”
ฉู่เหิงก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ชักจังหวะปั่นป่วน ไม่รู้จะร่ายอาคมต่อ หรือหันหลังวิ่งหนีดี
ตามจริงแล้ว ไม่ว่าจะร่ายอาคมต่อหรือวิ่งหนี ในเมื่อเขาไม่ทันตั้งตัว ก็ไม่มีทางเร็วกว่าฉู่เซียวได้อีกแล้ว
“เฮ้ย คิดอะไรอยู่?”
หมัดนี้ของฉู่เซียว แฝงความแค้นส่วนตัวอยู่บ้าง ใช้แรงเต็มสิบ ต่อยจนฉู่เหิงเซถลา ถอยหลังกรูดอย่างหงุดหงิดปนเศร้า
ว่าแต่เถอะ ตระกูลฉู่มีแค่เราสองพี่น้องที่ไม่เอาไหนที่สุด เจ้าโหล่อันดับหนึ่ง ข้าโหล่อันดับสอง อุตส่าห์ขึ้นเวทีสู้กันสักครั้ง ไอ้บ้านี่ทำไมไม่เล่นตามบท
ไปซะ!
ฉู่เหิงยังไม่ทันยืนมั่น ฉู่เซียวก็ไล่ตามมาถึงตัวอีกครั้ง ไม่พูดพร่ำทำเพลง ตบหน้าอย่างแรงหนึ่งฉาด ใช้แรงเต็มสิบอีกตามเคย หน้าของอีกฝ่ายเบี้ยวไปเลย
ผลแพ้ชนะปรากฏแล้ว ฉู่เหิงกระเด็นออกนอกเวทีประลอง กลางอากาศวาดเส้นโค้งงดงาม ก่อนกระแทกพื้นอย่างแรง หายใจไม่ทันคล่อง เกือบได้เจอคุณย่าแล้ว
สลบ
สลบไปอย่างไม่ต้องสงสัย
“แค่นี้...จบแล้ว?”
คนด้านล่างตาเบิกกว้าง
เริ่มสู้จนถึงตอนนี้แค่ชั่วพริบตา การต่อสู้จบเร็วเกินจินตนาการ
ไม่ต้องพูดถึงพวกเขา แม้แต่ฉู่หานเยว่ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมการ ยังขมวดคิ้วงาม
จริงอยู่ว่าฉู่เหิงถนัดโจมตีระยะไกล ไม่เก่งระยะประชิด ต่อให้ถูกฉวยช่องว่าง แต่ขั้นพลังก็แสดงอยู่ว่า กำเนิดแรกเริ่มขั้นห้า ต่อ กำเนิดแรกเริ่มขั้นสาม ขั้นพลังได้เปรียบแน่นอน กลับพ่ายแพ้อย่างง่ายดายเกินไป
“ข้าชนะแล้วใช่ไหม!” ฉู่เซียวมองลงไปใต้เวที เห็นฉู่เหิงยังไม่ลุกขึ้นมา ก็เก็บถุงเงินของอีกฝ่ายไปอย่างหน้าตาเฉย ห้าสิบตำลึง...ถ้าคิดเป็นเงินเดือนแต่ละเดือน ก็พอให้เขากับพ่อใช้กินได้ทั้งปี
สมเป็นไป
ต่อยกันนี่แหละ เงินมาเร็วดี