เฟ่ยเซียวเองก็ยังขวัญเสียไม่หายดี โชคดีที่รถทั้งสองคันไม่ได้ขับเร็ว ไม่อย่างนั้นคงเกิดเรื่องขึ้นจริง ๆ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาไม่ได้ยินหลีเมิ่งจือถามไถ่ด้วยความห่วงใย ก็รู้สึกไม่ค่อยชินนัก จึงหันไปปลอบเธอว่า “จือจือ ไม่ต้องกลัวนะ ไม่เป็นไรแล้ว”
เฟ่ยเซียวรู้แล้วว่าหลังจากเขาประกาศคบกับหลีเมิ่งจือ แฟนคลับของเขาก่อเรื่องหนักหนาสาหัสแค่ไหน และส่งผลกระทบต่ออาชีพของเขามากเพียงใด
ตอนนี้เขาดูห่อเหี่ยวลงไปมาก ไม่เหลือความฮึกเหิมทะเยอทะยานอย่างเมื่อก่อนแล้ว มีเพียงความกังวลใจเท่านั้น
ที่ตอนนี้เขาอยากแสดงความหวานกับหลีเมิ่งจือ ก็เป็นเรื่องที่ปรึกษากับผู้จัดการส่วนตัวมาแล้ว
ผู้จัดการบอกว่าถ้าเขายังลังเลไม่เด็ดขาดต่อไป ภาพลักษณ์ของเขาในสายตาผู้ชมก็จะยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ
เขาประกาศคบกับหลีเมิ่งจือไปแล้ว แฟนคลับก็โวยวายกันไปแล้วด้วย
ต่อให้ตอนนี้เลิกกับหลีเมิ่งจือ ก็เอาใจแฟนคลับได้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนคนที่เลิกเป็นแฟนคลับไปแล้วก็ยากจะกลับมา
สู้ยืนหยัดให้หนักแน่น สร้างภาพลักษณ์ชายรักเดียวใจเดียว เปลี่ยนมุมมองของผู้ชม แล้วดึงดูดแฟนคลับใหม่กับแฟนคลับคู่จิ้นเข้ามาไม่ดีกว่าหรือ
ผู้จัดการยังยกซูอวิ๋นชิงกับซ่งเยี่ยนหลินมาเป็นตัวอย่าง ทำให้เขาเห็นว่าพลังของแฟนคลับคู่จิ้นนั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน
เพราะอย่างนั้นเฟ่ยเซียวจึงพยายามคิดหาวิธีแสดงความหวานอย่างเต็มที่มาโดยตลอด
ใครจะรู้ว่ากลับกลายเป็นทำเกินพอดี จนเกือบเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เมื่อได้ยินเฟ่ยเซียวห่วงใยและปลอบโยน หลีเมิ่งจือคงรู้สึกหวานซึ้ง
แต่ตอนนี้เธอเพียงพยักหน้าด้วยใบหน้าซีดเผือด ก่อนจะเงียบไปอย่างผิดปกติ
ภาพตอนเฟ่ยเซียวหักพวงมาลัย ใช้ฝั่งที่นั่งข้างคนขับรับอันตรายแทนเธอ ราวกับภาพสโลว์โมชันที่ฉายซ้ำไปซ้ำมาในหัวของหลีเมิ่งจือ กลายเป็นหนามที่ฝังลึกอยู่ในใจ