เมื่อมาถึงบ้านของเหยียนเฉิน ผู้ช่วยหลินก็ประคองเหยียนเฉินไปพิงไว้ข้างประตูอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นหันมาบอกอวิ๋นชิงว่า “คุณหนูลู่ ฝากประธานเหยียนไว้กับคุณนะครับ ผมขอตัวก่อน”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เขาก็พุ่งขึ้นรถไปแล้ว ทั้งยังกระตุ้นให้คนขับรีบพาเขากลับไป ราวกับมีธุระด่วนแสนด่วนรอให้กลับไปจัดการอยู่ที่บ้าน
อวิ๋นชิงยื่นมือออกไปจะรั้งไว้ก็ไม่ทันเสียแล้ว
เดี๋ยวก่อน! อย่างน้อยก็ช่วยประคองเขาขึ้นไปข้างบนก่อนสิ!
ฉันเป็นสาวดอกบัวขาวบอบบาง จะประคองเขาไหวได้ยังไงกัน?
ตอนนั้นเอง ร่างของเหยียนเฉินที่พิงประตูอยู่ก็เอนวูบ อวิ๋นชิงรีบเข้าไปประคองเขาไว้ “คุณเหยียน...”
เธอเพิ่งเอ่ยออกมาได้คำเดียว จู่ ๆ ตำแหน่งของทั้งคู่ก็สลับกัน แผ่นหลังของเธอแนบอยู่กับประตู ส่วนข้อมือทั้งสองข้างถูกเหยียนเฉินจับกดไว้ข้างศีรษะ ตรึงแน่นกับบานประตู
อวิ๋นชิงรีบเงยหน้ามองเหยียนเฉิน เห็นเขาก้มมองเธออยู่ ดวงตาคู่นั้นมีแววเมามายจริง ๆ สายตาก็ไม่ได้กดดันเหมือนยามปกติ
เหยียนเฉินจ้องเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มลงถูปลายจมูกกับเธอเบา ๆ แล้วถามเสียงต่ำ “ขอจูบหน่อยได้ไหม?”
อวิ๋นชิงกะพริบตาถี่ ๆ เหยียนเฉินตอนเมานี่สุภาพใช้ได้เลยนะ?
แต่ความสุภาพของเหยียนเฉินจำกัดอยู่แค่การถามเท่านั้น ไม่ได้คิดจะรอฟังคำตอบเลยสักนิด เขาไม่เปิดโอกาสให้เธอปฏิเสธแม้แต่น้อย
เอ๊ะ ดูเหมือนเธอจะปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้วด้วย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกลิ่นเหล้าจากตัวเหยียนเฉินหรือเปล่า อวิ๋นชิงรู้สึกว่าหัวเริ่มมึนงง
จนกระทั่งเหยียนเฉินปล่อยเธอ เธอถึงเพิ่งรู้ตัวว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่กอดคอเขาไว้ แทบจะห้อยอยู่บนตัวเขาแล้ว