หากนางไม่ตื่นรู้ได้ทันท่วงที ป่านนี้คงข้ามสะพานไน่เหอไปแล้ว แม้การอยู่ในหอเทียนเซียงจะทำให้ชื่อเสียงไม่สู้ดีนัก แต่บรรดาสตรีที่แต่งงานออกเรือนไปแล้ว จะมีสักกี่คนที่ลงเอยด้วยดี?
สหายหญิงในหมู่บ้านเดิมของนางที่แต่งงานไปแล้ว ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่กันกี่คนเชียว?
คำโบราณกล่าวไว้ไม่ผิด “ชาตินี้อย่าได้เป็นภรรยาผู้อื่น ทุกข์สุขร้อยปีล้วนขึ้นอยู่กับเขา!”
แม่ครูคิดโน่นคิดนี่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างพอใจแล้วจากไป
หงโต้วรอให้อันหนิงร่ายรำท่าสุดท้ายจบลง และส่งเหล่าหญิงสาวที่มาช่วยกลับไปก่อน ถึงค่อยขยับเข้ามาหาอันหนิง
“พี่หนงอวี้ รำชุดนี้ของพี่งดงามจริง ๆ วันเปิดตัวพี่ต้องได้รับเสียงชื่นชมลั่นหอแน่ พี่หนงอวี้ พอพี่ได้เป็นนางคณิกาอันดับหนึ่งแล้ว อย่าลืมข้านะ!”
อันหนิงบีบแก้มหงโต้วเบา ๆ “มีแต่เจ้าที่พูดจาน่าฟัง แต่คำพูดนี้อย่าไปพูดต่อหน้าฝูหรงเชียว ไม่อย่างนั้นนางได้โกรธอีกแน่”
หงโต้วพองแก้ม “นางโกรธแล้วจะทำอะไรได้ หน้าตาก็สวยสู้พี่ไม่ได้ ความสามารถก็สู้พี่ไม่ได้ นิสัยยังแย่อีก แม่ครูไม่ได้ตาบอดเสียหน่อย จะเลือกนางเป็นนางคณิกาอันดับหนึ่งได้อย่างไร”
“เจ้านี่นะ ปากของเจ้าก็ไม่ได้ดีกว่านางสักเท่าไร ต่อไปเวลาเจอลูกค้า เจ้าต้องระวังตัวให้ดี หากทำให้ลูกค้าโมโห แม่ครูไม่ปล่อยพวกเราไว้แน่”
“ข้าจะระวังเจ้าค่ะ พี่หนงอวี้ ข้ายังกลัวอยู่เลยว่าจะ...”
อันหนิงรีบยกมือปิดปากหงโต้ว “ชู่” นางกวาดตามองไปรอบ ๆ เห็นว่าในห้องไม่มีใครอื่นอยู่
จากนั้นจึงลดมือลง แล้วกระซิบว่า “หงโต้ว ข้ารู้ว่าเจ้ากลัว แต่ลองคิดดูสิ บุรุษกับสตรีก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไร
ฟ้าดินแบ่งเป็นหยินกับหยาง คนเราแบ่งเป็นชายกับหญิง บุรุษมีสตรีได้หลายคน แล้วสตรีอย่างพวกเราก็ทำได้เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย ลองคิดดูสิ พวกเราก็ได้ร่วมหลับนอนกับพวกเขา แต่พวกเขายังต้องควักเงินจ่าย พวกเราได้กำไร ส่วนพวกเขาขาดทุนต่างหาก
ถึงบางคนจะหน้าตาไม่น่ามองไปสักหน่อย แต่พวกเราก็ได้กำไร หน้าตาไม่น่ามองก็แค่ชั่วคราว ส่วนเงินแท้ ๆ ที่ได้มานั้นเป็นของจริง
ลองคิดแบบนี้แล้วไม่คุ้มดีหรือ?”
อันหนิงรู้ดีว่าตัวเองกำลังพูดเหลวไหล แต่หากไม่พูดเช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรได้?
จะบอกความจริงกับหงโต้วหรือ? นั่นไม่ต่างอะไรกับบีบให้นางไปตายหรอกหรือ?
ปกติหงโต้วเป็นคนใจกล้าแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง อันหนิงค่อนข้างชอบเด็กสาวคนนี้ เมื่อเทียบกับการปล่อยให้นางตายอย่างรู้ตัว อันหนิงหวังให้นางใช้ชีวิตต่อไปอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเสียมากกว่า
ผ่านไปครู่ใหญ่ หงโต้วก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเปี่ยมชีวิตชีวา “ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เห็นแก่เงินแล้ว ต่อไปข้าจะปฏิบัติต่อลูกค้าให้ดี ต่อให้หน้าตาน่าเกลียดมาก ข้าก็จะพยายามไม่แสดงสีหน้ารังเกียจออกมา”
อันหนิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “อืม ต้องอย่างนี้สิ พวกเราไม่ได้สมัครใจเข้าหอเทียนเซียงเสียหน่อย ในเมื่อลูกค้าผู้สูงศักดิ์ยังกล้าเดินเข้าประตูมา พวกเราก็ต้องต้อนรับอย่างผ่าเผย”
หงโต้วโผเข้ากอดอันหนิง “พี่หนงอวี้ ข้าว่าที่พี่พูดถูกมาก ข้าคิดตกแล้ว ไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว”
อันหนิงกอดหงโต้วตอบ “ดีแล้ว เจ้าไม่กลัวก็ดีแล้ว พี่ฝูฉวีของเจ้าไม่ได้กำชับไว้หรือว่าเจ้าต้องออกจากหอเทียนเซียงให้ได้?
เพราะฉะนั้นหงโต้ว ต่อไปไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไร เจ้าต้องนึกถึงเป้าหมายนี้ไว้ พวกเราอยู่ในหอมาตั้งแต่เล็ก ไม่รู้เลยว่าโลกข้างนอกเป็นอย่างไร
พอออกจากหอเทียนเซียงแล้ว พวกเราไปเที่ยวข้างนอกด้วยกันดีหรือไม่?”
“ดีเลย ข้าเคยได้ยินพวกหญิงรับใช้พูดถึงวัดหานซานนอกเมืองหยางโจว เป็นวัดเก่าแก่ที่มีอายุนับพันปี ได้ยินว่าขอพรแล้วศักดิ์สิทธิ์มาก
พี่สาว พอออกจากหอเทียนเซียงแล้ว พวกเราไปจุดธูปขอพรด้วยกันดีหรือไม่?” หงโต้วเอ่ยด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
“ดีสิ ข้าก็เคยได้ยินเรื่องวัดหานซานเหมือนกัน ว่ากันว่าอาหารเจที่นั่นขึ้นชื่อ พวกเราต้องไปลองให้ได้”
“ดีเลย ดีเลย”
อันหนิงหวังจริง ๆ ว่าหงโต้วจะอดทนต่อไปได้ แม้การมีชีวิตอยู่จะยากลำบาก แต่ในหอเทียนเซียงแห่งนี้ การมีใครสักคนอยู่เคียงข้างก็ยังดี
วันเปิดตัวคือวันที่สิบห้า หอเทียนเซียงประกาศข่าวออกไปตั้งแต่เนิ่น ๆ วันนี้จึงแทบไม่มีที่นั่งว่างเลย
ในห้องส่วนตัวห้องหนึ่งบนชั้นสอง บัณฑิตหลายคนกำลังชนจอกดื่มกันอย่างครื้นเครง เว้นแต่ชายที่นั่งอยู่ตรงมุมห้อง
หลี่หวยซานเห็นว่ายังมีคนหนึ่งนั่งหลบอยู่ตรงมุม จึงรีบถือจอกสุราเข้าไปหา “จื่อเจี้ยน เจ้ามัวหลบอยู่ตรงมุมไม่ได้หรอกนะ วันนี้จัดงานเลี้ยงนี้ขึ้นเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ
มา ๆ ในเมื่อมาถึงหอเทียนเซียงแล้ว ก็ผ่อนคลายให้เต็มที่ วันนี้ข้าเป็นเจ้ามือเอง”
หลี่หวยซานสืบมาเรียบร้อยแล้ว เฉินเซิงน่าจะมาจากนครหลวง ติดตามอาจารย์เดินทางท่องเที่ยวจนมาถึงเมืองหยางโจว ตอนนี้พักอยู่ที่สำนักศึกษาหมิงซานในเมืองหยางโจว
อายุยังน้อยก็สอบได้ตำแหน่งจวี่เหรินแล้ว คาดว่าปีหน้าคงลงสอบระดับสูงต่อ เห็นได้ชัดว่าอนาคตรุ่งโรจน์
ส่วนตนเกิดจากครอบครัวพ่อค้า ฐานะทางสังคมต่ำ แม้จะสอบได้ตำแหน่งจวี่เหรินเช่นกัน แต่ลำดับไม่ดี ปีหน้าคงได้แค่ไปเป็นตัวประกอบในการสอบ
รู้จักผู้คนเพิ่มไว้ย่อมเป็นเรื่องดี!
เฉินเซิงนั่งไม่ติดที่ เขาเพิ่งเคยเข้าหอนางโลมเป็นครั้งแรก
เมื่อก่อนครอบครัวดูแลเข้มงวด ควบคุมเขาเสียแน่นหนา จึงไม่มีโอกาสเข้าหอนางโลม
คราวนี้จู่ ๆ ถูกลากมาที่นี่ เฉินเซิงย่อมปรับตัวไม่ทัน
หลี่หวยซานเองก็ดูออก ในเมื่อเขาเป็นคนจัดงานเลี้ยง ก็ย่อมต้องทำให้แขกพึงพอใจ
เขาจึงถือจอกสุราเดินไปหาเฉินเซิง
เฉินเซิงฝืนรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างกระอักกระอ่วน เขาไม่รู้ว่าวันนี้ตนมาที่นี่ถูกต้องหรือไม่
หลี่หวยซานตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะผูกมิตรกับเฉินเซิง เมื่อมองกิจกรรมที่เริ่มขึ้นด้านนอก เขาก็คิดแผนออก
อันหนิงนั่งเงียบ ๆ อยู่หลังเวที มองหญิงสาวข้างกายทยอยจากไปทีละคน ก่อนจากไป หงโต้วหันมามองอันหนิงแวบหนึ่ง สุดท้ายก็ยังคงก้าวเดินไปทางเวทีอย่างแน่วแน่
เมื่อเห็นว่าได้เวลาแล้ว อันหนิงก็หยิบยาลูกกลอนเม็ดหนึ่งออกมาจากมิติระบบอย่างสงบนิ่ง แล้วกลืนลงไปโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
ไม่ใช่ของดีอะไร เป็นยาไร้บุตรเม็ดหนึ่ง
นางเคยให้หงโต้วกินด้วย โดยแอบละลายยาในน้ำให้นางดื่ม
นี่เป็นสิ่งเดียวที่นางพอจะช่วยเด็กสาวซื่อบื้อคนนี้ได้ ในหอเทียนเซียงแห่งนี้ หากตั้งครรภ์ขึ้นมา ก็จะกลายเป็น “ฝันร้าย” ที่ไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต
นี่เป็น “ของไร้ค่า” ที่ระบบน้อยหามาได้จากการทำงาน คาดว่าคงเป็น “ขยะ” ที่ระบบตัวไหนไม่ต้องการ จึงยัดเยียดให้มัน
ยิ่งระบบน้อยออกไปทำงานนานเท่าไร “ของไร้ค่า” ในมิติระบบก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ในสายตาของระบบน้อย สิ่งของพวกนี้ล้วนเป็นพิษเป็นภัย เป็นแค่กองขยะทั้งนั้น
หากมันไม่ได้ไร้ประโยชน์ ก็คงไม่ยอมรับของพวกนี้มาแน่
แต่อันหนิงไม่ถือสาเลย ยิ่งมี “ขยะ” มากเท่าไรก็ยิ่งดี
ดูสิ ตอนนี้ได้ใช้แล้วไม่ใช่หรือ?
ไม่นาน ในห้องก็เหลือเพียงอันหนิงคนเดียว นางลุกขึ้นเงียบ ๆ แล้วเดินไปยังหลังเวทีที่เตรียมไว้
บนเวทีด้านหน้าหอเทียนเซียง แม่เล้าก้าวขึ้นไปอีกครั้งอย่างเบิกบาน “ใต้เท้าทุกท่าน ผู้ที่จะออกแสดงต่อจากนี้คือนางคณิกาอันดับหนึ่งคนใหม่ของหอเทียนเซียง คุณหนูหนงอวี้ ทุกท่านเตรียมเงินกันไว้ให้พร้อมนะเจ้าคะ”
พ่อค้าผู้มั่งคั่งร่างอ้วนพุงพลุ้ยเอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้านเรื่องเงิน “แม่ครูวางใจเถิด พวกเราล้วนเป็นแขกประจำของหอเทียนเซียง รู้กฎของที่นี่ดี”
“วางใจได้ ขอเพียงคุณหนูหนงอวี้งดงามอย่างที่แม่ครูว่า เงินมีให้ไม่ขาด”
พ่อค้าอีกคนที่มีฟันทองเต็มปากรับคำ “นั่นสิ แม่ครูอย่ามัวอุบไว้เลย พวกเรารอกันจนใจร้อนแล้ว”
“ใช่แล้ว”
“ใช่แล้ว”
เหล่าผู้ชมต่างพากันส่งเสียงเห็นด้วย
แม่เล้าเห็นว่าตนปลุกเร้าความกระตือรือร้นของทุกคนได้มากพอแล้ว ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจให้กับนักดนตรีที่อยู่ข้างเวที
เมื่อเสียงดนตรีบรรเลงขึ้น แม่เล้าก็ถอยลงจากเวทีอย่างรู้หน้าที่
ทุกคนเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งเหยียบจังหวะกลอง กางร่ม และคว้าผ้าแพรแดงเส้นหนึ่ง ก่อนจะเหินออกมาจากชั้นสอง ท่ามกลางกลีบดอกไม้ที่ปลิวไสวกลางอากาศ หญิงสาวค่อย ๆ ร่อนลงสู่เวที
