หลังรำลึกถึงรักเก่ากันจบ เฉินเซิงก็หยิบยกเรื่องเมื่อสิบห้าปีก่อนขึ้นมาอีกครั้ง “อวี้เอ๋อร์ ไปกับข้าเถิด ตอนนี้ไม่มีใครขัดขวางพวกเราแล้ว พวกเราจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต”
เฉินเซิงทอดสายตามองคนรักในอดีตอย่างลึกซึ้ง
อันหนิงกลับส่ายหน้าเบา ๆ “เฉินหลาง ข้าไปกับท่านไม่ได้”
เฉินเซิงมีสีหน้าไม่เข้าใจ “เพราะเหตุใด? วางใจเถิด ตอนนี้ข้าเป็นขุนนางผู้ดูแลเมืองขั้นห้าแล้ว หอเทียนเซียงไม่กล้าขัดขวางเจ้าแน่”
เฉินเซิงคิดว่าอันหนิงเป็นห่วงหอเทียนเซียง จึงรีบกล่าวขึ้น
อันหนิงเอ่ยเสียงเนิบช้า “ตอนนี้ข้าเป็นหมอประจำหอเทียนเซียง เหล่าสตรีในหอต้องการข้า ข้าไปไม่ได้ ชาติกำเนิดของพวกนางทำให้ต้องถูกผู้คนดูแคลน”
“ต่อให้เจ็บป่วย ก็เชิญหมอฝีมือดีมารักษาไม่ได้ ส่วนข้าเป็นความหวังเดียวที่ทำให้พวกนางมีชีวิตรอด”
“แม้พวกนางจะใช้ชีวิตอยู่ในนรก ทุกวันที่มีชีวิตอยู่ล้วนแสนทรมาน แต่พวกนางก็ยังพยายามมีชีวิตต่อไป”
“เพราะฉะนั้น เฉินหลาง ข้าไปไม่ได้”
“อวี้เอ๋อร์ เจ้า...” เฉินเซิงถึงกับไม่รู้จะพูดอะไร เขารู้สึกว่าหญิงสาวผู้นี้ช่างโง่งมนัก
ที่เขามาครั้งนี้ แท้จริงก็เพียงต้องการเติมเต็มความเสียดายในวัยเยาว์ ความรู้สึกที่มีต่ออันหนิงนั้นกล่าวได้ว่ามีเพียงน้อยนิด
ถึงอย่างไรทั้งสองก็ไม่ได้พบกันมานานกว่าสิบปีแล้ว อีกทั้งเขายังแต่งงานมีบุตร จะมีความผูกพันลึกซึ้งอันใดได้อีก
ทว่าในยามนี้ เฉินเซิงกลับรู้สึกว่าอันหนิงเปล่งประกายไปทั้งร่าง ราวกับเขาตกหลุมรักหญิงสาวผู้นี้อีกครั้ง
ไม่ใช่เพราะรูปลักษณ์ แต่เป็นเพราะเขาเลื่อมใสในตัวนาง เลื่อมใสในคุณธรรมของนาง
ผ่านไปครู่ใหญ่ เฉินเซิงจึงเอ่ยด้วยสีหน้าปล่อยวาง “ได้ ข้าเคารพการตัดสินใจของเจ้า”
