เฉินโม่ขยี้ตา
มองผิดไปหรือเปล่า?
เมื่อมองไปอีกครั้ง ตุ๊กตาบาร์บี้ก็นอนนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของเด็กหญิง
ใต้แสงแดด มันดูปกติดี ไม่เห็นมีอะไรผิดแปลกเลย
ปกติจนไม่มีอะไรปกติกว่านี้แล้ว
แต่เฉินโม่รู้ดีว่าเมื่อครู่ไม่ใช่ภาพหลอน
ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองนั่น
ร่างกายยังคงมีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่....
เฉินโม่ละสายตากลับมาอย่างแนบเนียน
เด็กหญิงคนนี้ อย่าไปยุ่งด้วยจะดีกว่า
——สิ่งที่ไม่รู้จัก หมายถึงอันตรายอย่างยิ่ง
........
คนทั้งสองกลุ่มมาถึงครบอย่างรวดเร็ว ก่อนแยกเป็นสองฝ่ายบนพื้นที่โล่ง ผู้คนเบียดเสียดกันขวักไขว่
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขบวนรถทั้งสองจะรวมเป็นหนึ่งเดียว”
หลินลู่เป็นคนเอ่ยขึ้นก่อน ใบหน้าพันผ้าขาวไว้ น้ำเสียงไร้อารมณ์แม้แต่น้อย
“ขบวนรถใหม่จะชื่อประกายไฟ!”
ซูเชี่ยนรับคำต่อ น้ำเสียงอ่อนโยนเจือความเหนื่อยล้า
“ประกายไฟเล็ก ๆ สามารถลุกลามเป็นเพลิงทั่วทุ่งได้ เราอยากพาทุกคนเผาทางสายหนึ่งที่มุ่งสู่การมีชีวิตรอดขึ้นมา”
ประกายไฟงั้นหรือ?
เฉินโม่ไม่ได้สนใจชื่อนี้
จะเรียกว่าอะไรก็ช่าง
สิ่งสำคัญคือเขาจะรอดชีวิตได้หรือไม่
เสี่ยวลิ่วรับช่วงต่อ ถือโทรโข่งประกาศกฎใหม่
ใช่แล้ว เป็นการประกาศ
“ขบวนรถใหม่มีกฎ”
“ข้อแรก ผู้มีพลังพิเศษทุกคนจะรวมตัวเป็นกลุ่มตัดสินใจ รับผิดชอบการตัดสินใจสำคัญทั้งหมดของขบวนรถ!”
“หัวหน้าหลิน หัวหน้าซู ต้าเหนียว เหลาหยาง”
เสี่ยวลิ่วหันไปทางด้านหลังซูเชี่ยน มองเด็กหญิงคนนั้นแล้วหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
“แล้วยังมีเสี่ยวหย่า...”
ซูเชี่ยนพูดแทนเขา
เธอดันเด็กหญิงขี้ขลาดที่อยู่ด้านหลังให้ก้าวออกมาเล็กน้อย
เสียงอุทานดังขึ้นจากกลุ่มคนฝั่งเฉินโม่
เด็กหญิงอายุสิบกว่าขวบคนนี้กลับเป็นผู้มีพลังพิเศษด้วย!
เฉินโม่ยิ่งมั่นใจในสิ่งที่คิด
ตุ๊กตาบาร์บี้ที่ขยับตัวได้ตัวนั้นคือหลักฐานชั้นดี
“ข้อสอง คนในขบวนรถที่ไม่มีพาหนะเดินทาง หรือเป็นผู้สูงอายุกับเด็ก สามารถขึ้นรถบัสได้!”
“รถบัสมี 30 ที่นั่ง ตอนนี้ยังพอใช้ คนที่ขึ้นรถต้องผลัดกันออกไปหาเสบียง เมื่อเก็บกลับมาแล้วจะแบ่งสรรปันส่วนให้ทุกคน!”
