เหลาจางพุ่งไปข้างหน้าหลายก้าว
สายตาจับจ้องโลงศพที่เฉินโม่นั่งทับอยู่
ตอนนี้เฉินโม่กำลังนั่งอยู่บนโลง
ฝาโลงแทบจะกดไม่อยู่แล้ว
ร่างที่อยู่ข้างใต้กระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงตามเสียงที่ดังออกมา
ซูเชี่ยนรีบคว้าเหลาจางไว้
แล้วเอ่ยห้ามปราม
“ไปกันเถอะ ๆ สงสัยศพจะคืนชีพแล้ว”
“เฉินโม่ นาย...นายจัดการหน่อย”
เสี่ยวหย่ามองโลงศพที่ส่งเสียงกระแทกดังโครมคราม
ดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว
เจ้าลาน้อยฟื้นแล้วเสียที...
เธอเลียนแบบซูเชี่ยน ดึงแขนเสื้อเหลาจางเบา ๆ
“คุณปู่จาง รีบไปกันเถอะค่ะ”
“ตึง!”
เสียงทึบดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้เสียงเคลื่อนไหวจากในโลงดังน่ากลัวกว่าเดิม
ฝาโลงหนาหนักถูกดันกระแทกขึ้นอย่างแรง
เฉินโม่ที่นั่งอยู่บนฝาโลงพลอยกระเด้งลอยสูงขึ้นไปครึ่งฉื่อ
ก้นของเฉินโม่เพิ่งตกลงมาแตะที่เดิม
เขายังไม่ทันได้กดฝาโลงลง
เจ้าตัวที่อยู่ในโลงก็เห็นได้ชัดว่าหมดความอดทนแล้ว
ฝาโลงถูกเตะจนสั่นสะเทือนไปทั่ว
“ตึง ๆ ๆ!”
พอได้ยินเสียงรัวราวกับปืนใหญ่ยิงต่อเนื่อง
เหลาจางก็ไปต่อไม่ไหวอีก
ไม่สนใจคนรอบข้างที่พยายามดึงรั้งไว้
เขาจ้องฝาโลงเขม็ง
เฉินโม่รู้สึกเหมือนมีกลไกสั่นสะเทือนอยู่ใต้ก้น
แรงสั่นทำให้กระดูกก้นกบชาไปหมด
มือข้างหนึ่งกดขอบโลง อีกข้างกำขอบฝาไว้แน่น
เขากัดฟัน เกร็งกล้ามเนื้อทั้งตัว
เส้นเลือดบนหน้าผากเต้นตุบ ๆ
เฉินโม่รู้สึกเหมือนอึจะทะลักออกมาอยู่แล้ว
แต่ก็ยังฝืนแก้ตัวกับเหลาจางต่อ
“คุณลุงจาง คุณไม่เข้าใจหรอก”
“นี่...นี่คือแสงสุดท้ายก่อนตาย!”
“พูดจาเหลวไหลสิ้นดี!”
เหลาจางด่าทันควัน น้ำลายกระเด็นไปทั่ว
“ฉันว่าในนั้นต้องซ่อนเจ้าลานั่นอยู่แน่! ลุกไปเดี๋ยวนี้!”
เหลาจางยังพูดไม่ทันจบ
โลงใต้ก้นเฉินโม่ก็พลันเงียบไปชั่วขณะ
เฉินโม่คิดว่าเจ้าทึ่มชื่อชื่อ
