ตอนที่ลู่เหยี่ยพูดคำนี้ออกมา ใบหน้าก็เคร่งขรึมลง
ชายวัยกลางคนเห็นท่าทางของเขาแบบนั้น พลันมีทีท่าหมดความฮึกเหิมไปบ้างเล็กน้อย
ทว่าอีกฝ่ายก็รู้สึกตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วว่าตนเองถูกคนอื่นข่มเอาได้ ใบหน้าจึงคล้ำเขียวอย่างน่าเกลียด
น้ำเสียงเกรี้ยวกราดมากขึ้นไปอีก “นี่แกใช้ท่าทีอะไร ตอบคำถามมาตรง ๆ ดี ๆ ถ้ายังพูดจาอิดเอื้อนอีก ระวังเถอะฉันจะจับแก”
ทิ้งคำขู่ไปเช่นนี้ สายตาก็กวาดมองไปทางซูเยว่ที่ยืนอยู่ข้างลู่เหยี่ย น้ำเสียงยิ่งแย่ลงไปอีก “แกชื่ออะไร”
ลู่เหยี่ยยกมือขึ้น ปกป้องซูเยว่ไว้ข้างหลังเขา ใบหน้าเย็นชากำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นจากด้านหลังก็มีเสียงของหลิวหมิงดังขึ้น
“ผู้บัญชาการลู่ ช่างบังเอิญเสียจริง!”
ลู่เหยี่ยหันกลับไป ก็เห็นหลิวหมิงก้าวขาใหญ่อย่างรีบร้อนเดินมาทางเขา
ซูเยว่ยืนอยู่ด้านข้าง มองลู่เหยี่ยมีสีหน้าเรียบเฉยต่อหลิวหมิง ราวกับว่าเรื่องก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน “คุณคือ”
หลิวหมิงก็แสดงละครได้ดีเช่นกัน รอยยิ้มประจบสอพลอเอ่ยปาก “ผมหลิวหมิง ก่อนหน้านี้ได้ยินหัวหม่าแห่งคณะปฏิวัติเราพูดถึงท่านตลอด วันนี้ได้เจอตัวจริงเสียที”
ลู่เหยี่ยพยักหน้าเล็กน้อย “สวัสดี”
หลิวหมิงยกมือขึ้น ใช้ข้อศอกกระทุ้งชายวัยกลางคนเบา ๆ “เฒ่าหลี่ นี่คือผู้บัญชาการลู่บุตรชายของท่านผู้เฒ่าลู่”
เฒ่าหลี่รูม่านตาหดเล็กลงฉับพลัน
บุตรชายของท่านผู้เฒ่าลู่?
บนใบหน้าเขาพลันกองยิ้มประจบประแจงทันที “ที่แท้ก็ผู้บัญชาการลู่นั่นเอง! ชื่อเสียงระบือไกล”
นึกถึงคำที่ลู่เหยี่ยถามตนเมื่อครู่ กลัวว่าเขาจะเอาจริง
