แม้สีหน้าของลู่เหยี่ยจะไม่ได้เปลี่ยนไปชัดเจนนัก แต่ซูเยว่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจของเขา
“ไม่ใช่ นี่เมียของผม”
รอยยิ้มบนใบหน้าเสิ่นม่านเสวี่ยแข็งค้าง เธอเอ่ยปากทันทีโดยไม่ทันคิด “เป็นไปไม่ได้”
เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอรีบพูด “พี่ลู่เหยี่ย, ล้อฉันเล่นใช่ไหม”
จู่ๆ เขาจะแต่งงานไปแล้วได้ยังไงกัน
ลู่เหยี่ยกวาดสายตามองเธอผ่านๆ น้ำเสียงเย็นชา “ผมไม่ได้ล้อเล่น เมียผมมาคราวนี้ก็เพื่อเป็นครอบครัวทหารติดตามน่ะ”
ซูเยว่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติอย่างเฉียบคม
เธอเงยหน้ามองเสิ่นม่านเสวี่ย ขณะนั้นเองเสิ่นม่านเสวี่ยก็มองมาที่เธอเช่นกัน ทั้งคู่ประสานสายตากัน
เสิ่นม่านเสวี่ยจ้องเขม็งมาที่เธออย่างเคียดแค้น
ซูเยว่ “……”
เธอไม่ได้โกรธอะไร แค่ค่อนข้างอึดอัด
เพราะดูแวบเดียวก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ชอบลู่เหยี่ย
อีกอย่าง ท่าทางของลู่เหยี่ยเมื่อครู่ก็ดูสนิทสนมกับอีกฝ่ายด้วย
นี่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองแย่งผู้ชายของคนอื่น
เพราะว่าเพื่อปกป้องตัวเอง เธอถึงได้เข้าหาลู่เหยี่ยก่อน
ส่วนลู่เหยี่ยก็เพื่อตอบแทนบุญคุณ หรืออาจมีส่วนหนึ่งจากตำรายาสองชนิดที่เธอเสนอให้ เขาถึงตอบตกลงแต่งงานกับเธอ
กำลังคิดฟุ้งซ่าน ข้อมือก็ถูกจับขึ้นมากะทันหัน
เธอก้มลง ก็เห็นลู่เหยี่ยกำลังปลดนาฬิกาข้อมือเรือนเดิมของเธอออก
นิ้วมือเขาเรียวเล็ก คงเพราะต้องฝึกฝนอยู่บ่อยครั้ง ตรงปลายนิ้วจึงมีหนังด้านบางๆ อยู่ชั้นหนึ่ง
ซูเยว่รู้สึกเพียงว่าข้อมือส่วนที่นิ้วมือเขาแตะต้องนั้นจั๊กจี้ แขนจึงหดหนีไปตามสัญชาตญาณ
ลู่เหยี่ยกดเสียงต่ำเอ่ยว่า “อย่าขยับ”
ปลดนาฬิกาเรือนเก่าบนข้อมือเธอออก แล้วสวมนาฬิกาเรือนใหม่เข้าไปแทน
พนักงานขายยืนยิ้มอยู่ข้างๆ เอ่ยว่า “สหาย สายตาคุณดีจริงๆ เลยนี่คือนาฬิกายี่ห้อซีหม่าที่เพิ่งเข้ามาที่ร้านเรา มีแค่สองเรือน นี่เป็นเรือนสุดท้ายแล้ว”
