หลังร้านอาหารปิดแล้ว อู๋เอ้อโกวก็ไม่ไปฝึกซ้อมที่ฟิตเนสเป็นครั้งแรก เพราะเขาต้องการปรึกษาจิ่นยวี่เรื่องซื้อบ้าน
หลังอาบน้ำล้างตัวเสร็จ ทั้งสองก็นั่งพิงกันอยู่บนเตียง
“เอ้อโกว อย่าเก็บเรื่องวันนี้มาใส่ใจเลย รถโบราณคันนั้นไม่ขับก็ช่างเถอะ พอเราแยกครอบครัวกันแล้วค่อยซื้อคันใหม่”
ซูจิ่นยวี่พูดขึ้นก่อนที่อู๋เอ้อโกวจะทันเอ่ยปาก
“ไม่เป็นไรหรอก ผมไม่ได้คิดจะเอารถคันนั้นอยู่แล้ว”
“อืม เอ้อโกว ตอนนี้ฉันมีเงินอยู่ห้าหมื่น อีกครึ่งปีก็ใช้หนี้หมดแล้ว ถึงตอนนั้นเราค่อยออกไปเช่าบ้านหลังเล็ก ๆ แยกกันอยู่ แค่ประหยัดอดออมสักสองสามปี ก็น่าจะมีเงินพอสำหรับดาวน์บ้านแล้ว”
“จิ่นยวี่ หลังจากแยกครอบครัวแล้ว คุณยังคิดจะทำงานที่ร้านอาหารต่อเหรอ?”
อู๋เอ้อโกวเข้าใจความหมายของซูจิ่นยวี่
“ใช่สิ เดือนละแปดพันก็ไม่น้อยนะ ทำงานโรงงาน ต่อให้ทำโอทีก็ได้แค่สี่พันกว่า แถมยังต้องจ่ายค่าอาหารเอง สู้ทำงานที่ร้านของเราไม่ได้หรอก อีกอย่าง พ่อคงไม่พอใจเรื่องแยกครอบครัวอยู่แล้ว ถ้าเรายังออกจากร้านไปอีก ท่านคงเสียใจ หลายปีมานี้พ่อก็อดทนฝืนใจเพราะฉันมาตลอด ที่ท่านเปิดร้านอาหารก็เพราะไม่อยากให้ฉันออกไปทำงานข้างนอกแล้วถูกคนอื่นดูแคลน ถ้าฉันไป ร้านนี้ท่านก็คงไม่ทำต่อ แต่ถ้าไม่เปิดร้าน ป้าหลี่ก็จะทะเลาะกับท่านทุกวัน”
ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง อู๋เอ้อโกวเพิ่งเข้าใจความตั้งใจอันลึกซึ้งของซูเจิ้งคุน ถึงว่าเขาถึงยืนกรานจะโอนร้านอาหารให้จิ่นยวี่ ที่แท้ก็ปกป้องลูกสาวมาตลอด ความผูกพันพ่อลูกช่างลึกซึ้งนัก ดูท่าจะเกลี้ยกล่อมให้จิ่นยวี่ออกจากร้านได้ยาก แต่พอคิดว่าภรรยาต้องทนถูกหลี่เหมย์แม่มดเฒ่ากดขี่ต่อไป ใจก็พลันปวดหนึบ คงต้องหาทางอื่นแล้ว
