หลิวฮ่าวกับพวกได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะราวกับได้ฟังเรื่องตลกที่สุดในโลก แต่ละคนหัวเราะจนตัวโยน
เจ้าหัวหยิกหัวเราะเสียงดังที่สุด เขาชี้เฉินเป่ยเสวียนพลางพูดว่า “พี่ฮ่าว หมอนี่สมองมีปัญหาหรือเปล่า? ถึงกับให้พวกเราไปนอนโรงพยาบาลสักหลายวัน? รู้ไหมว่าพวกเราเป็นใคร?”
เจ้าหัวหยิกอีกคนพูดเสริมว่า “คงอยากวางมาดต่อหน้าสาว ๆ ละมั้ง”
หลิวฮ่าวหัวเราะจนพอใจแล้วจึงยืดตัวตรง กวาดตามองเฉินเป่ยเสวียนตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นก็หันไปทางนักเรียนห้องเจ็ดที่ยืนมุงอยู่ พลางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย
“คนห้องพวกนายสมองมีปัญหาหรือไง? ให้พาไปห้องพยาบาลตรวจดูหน่อยไหม?”
นักเรียนห้องเจ็ดไม่มีใครหัวเราะออกสักคน
เด็กสาวหลายคนกำชายเสื้อแน่น ใบหน้าซีดเผือด อู๋เสี่ยวลี่ถึงกับร้อนใจจนน้ำตาแทบไหล เอาแต่ดึงแขนเสื้อเพื่อนที่ยืนข้าง ๆ ถามว่าจะไปตามอาจารย์กัวดีไหม
สีหน้าพวกเด็กผู้ชายก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน บางคนก้มหน้าไม่กล้ามอง บางคนกำหมัดแน่นแต่ไม่กล้าเข้าไปขวาง จางเสี่ยวชุนยืนอยู่แถวหน้า เม้มริมฝีปากแน่น
หัวเราะพอแล้ว หลิวฮ่าวก็คร้านจะพูดต่อ เขากวาดตามองรอบสนาม เห็นว่าตอนนี้มีคนอยู่ไม่น้อย แม้ครูพละจะนั่งอยู่ไกล แต่ก็ยังอยู่ในระยะสายตา หากก่อเรื่องกันตรงนี้แล้วบังเอิญมีครูเจ้ากี้เจ้าการเห็นเข้า คงยุ่งยากไม่น้อย
เขาชี้ไปยังแถวบ้านชั้นเดียวริมสนามด้วยนิ้วโป้ง หรี่ตามองเฉินเป่ยเสวียน
“ในสนามคนเยอะ กล้าเปลี่ยนที่กับพวกเราไหม?”
“ห้องอาบน้ำข้าง ๆ ถ้าแน่จริงก็เข้าไป”
มุมตะวันออกเฉียงใต้ของสนามมีบ้านชั้นเดียวเก่า ๆ เรียงอยู่แถวหนึ่ง สร้างขึ้นเป็นห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าชั่วคราวเมื่อหลายปีก่อน ตอนโรงเรียนยังไม่ได้ปรับปรุงโรงยิม ปัจจุบันส่วนใหญ่ให้นักเรียนกีฬามาใช้เป็นห้องอาบน้ำกับห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
เพราะอยู่ในมุมอับ ปกติจึงแทบไม่มีครูเดินผ่าน อีกทั้งพวกนักเรียนกีฬามักมารวมตัวสูบบุหรี่กันข้างใน นานวันเข้าที่นี่จึงกลายเป็นฐานลับของพวกเขาไปโดยปริยาย นักเรียนทั่วไปไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้
เฉินเป่ยเสวียนยิ้มพลางพยักหน้า “ไปกันเถอะ”
เขาเพิ่งก้าวออกไป มือเย็นเฉียบข้างหนึ่งก็คว้าแขนเขาไว้แน่น
