หลังเฉินเป่ยเสวียนจากไป ห้องลับก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง
ซ่งเหวินซานยืนอยู่กลางห้องลับอันว่างเปล่า ยกมือเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก
เขาทำงานอยู่ในสำนักบริหารการบำเพ็ญเซียนแห่งเมืองเทียนหนานมาเกือบ 20 ปี คิดมาตลอดว่าตัวเองมีประสบการณ์กว้างขวางและรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างสุขุม แต่ตอนนี้หัวใจยังเต้นรัวไม่หยุด ราวกับจะกระเด็นออกมาจากลำคอ
ใช้ชีวิตมานานขนาดนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเข้ามาประชิดด้านหลังอย่างไร้สุ้มเสียงแล้วตบไหล่เขา
แค่ย้อนนึกถึงภาพนั้น ซ่งเหวินซานก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง
ตบไหล่
ถ้าอีกฝ่ายคิดจะเอาชีวิตเขา ป่านนี้คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองตายได้อย่างไร
คิดมาถึงตรงนี้ ซ่งเหวินซานก็อดรู้สึกโชคดีขึ้นมาไม่ได้
ยังดีที่ผู้อาวุโสท่านนี้ไม่ได้เป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิต ไม่เพียงไม่ลงมือกับเขา ยังมอบเคล็ดวิชาระดับหลอมสุญตาให้มาง่าย ๆ อีกด้วย
ซ่งเหวินซานตั้งสติ ไม่กล้าปล่อยให้เสียเวลา
แม้เรื่องที่ผู้อาวุโสสั่งไว้จะฟังดูง่าย แต่เขารู้ดีกว่าใครว่า ยิ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ก็ยิ่งต้องจัดการให้เรียบร้อยฉับไว ห้ามผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว
ผู้อาวุโสอุตส่าห์มาหาเขาด้วยตัวเองกลางดึก นี่คือบททดสอบสำหรับซ่งเหวินซาน
หากผ่านบททดสอบไปได้ โอกาสวาสนาย่อมมีอีกมาก แต่ถ้าทำพลาด เขาไม่กล้าคิดเลยว่าจะเกิดผลอะไรตามมา
เขาเดินเร็ว ๆ ไปยังโต๊ะหินตรงมุมห้องลับ แล้วหยิบแผ่นหยกสื่อสารบนโต๊ะขึ้นมา
แผ่นหยกนี้ทำจากหยกวิญญาณ บนผิวสลักอักขระถี่ละเอียดเป็นวง เปล่งแสงสีเขียวอ่อนจาง ๆ
นี่คืออาวุธเวทสื่อสารที่ใช้กันภายในสำนักบริหารการบำเพ็ญเซียน สามารถส่งข่าวสารถึงกันได้ทันทีในระยะหนึ่ง ทั้งยังปลอดภัยกว่าโทรศัพท์มือถือในโลกปุถุชนมาก ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกดักฟัง
ซ่งเหวินซานถ่ายเทพลังปราณแท้สายหนึ่งเข้าไปในแผ่นหยก อักขระพลันส่องสว่างขึ้น
ครู่ต่อมา เสียงนอบน้อมก็ดังมาจากอีกด้านของแผ่นหยก “ท่านผู้อำนวยการ มีอะไรให้สั่งการครับ?”
