สือเซี่ยเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว ก็พบว่าลืมถุงใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ไว้
โชคดีที่รถยังไม่ได้ออก เธอรีบเดินย้อนกลับไป พอกำลังจะเคาะประตูรถ ก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างหยันลี่กับเกาเต๋อไห่พอดี
“ไม่จำเป็น”
“ไม่มีอะไรต้องคุย”
แม้สือเซี่ยจะรู้แต่แรกว่าหยันลี่เป็นคนเย็นชาและไม่สนใจผู้หญิง แต่ตอนนี้ก็ยังอดรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้
สือเซี่ยกำหมัดแน่นอยู่ข้างลำตัว
เขาดูเหมือนจะเกลียดเธอมาก
ทั้งที่เธอก็ไม่ได้ทำอะไรเกินเลยสักหน่อย ใช่ไหม?
แต่แล้วสือเซี่ยก็คิดตกได้อย่างรวดเร็ว
พวกเขาแต่งงานกันหลอก ๆ ไม่ได้พูดถึงเรื่องความรัก หยันลี่ก็ไม่มีหน้าที่ต้องดีกับเธอเป็นพิเศษ
เขายอมเตรียมงานแต่งอย่างจริงจัง แถมยังจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกให้เธออย่างเต็มที่ อีกทั้งเขาก็ไม่ได้เห็นเธออยู่ในสายตา อย่างไรก็คงไม่ทรมานเธอเหมือนโจวจี้หลี่แน่ แค่นี้ก็ดีกว่าชีวิตชาติก่อนที่แต่งงานกับโจวจี้หลี่ไม่รู้กี่เท่าแล้ว
คนเราอย่าโลภมากเกินไป สือเซี่ยเตือนตัวเอง
พอคิดถึงตรงนี้ เมฆหมอกในใจสือเซี่ยที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดก็ถูกพัดสลายไป รอยยิ้มตามปกติกลับคืนมาบนใบหน้าอีกครั้ง
“ก๊อก ๆ”
เธอเคาะกระจกรถสองครั้ง พอเห็นคนทั้งสองในรถหันมามองตามเสียง เธอก็ชี้ไปยังห่อสัมภาระบนเบาะหลัง “รบกวนส่งห่อนั้นให้ฉันหน่อยค่ะ”
เกาเต๋อไห่ที่อยู่ข้าง ๆ เหงื่อตกด้วยความตกใจ เขาเหลือบมองหยันลี่อย่างกระอักกระอ่วน
เห็นไหม ทำวางท่าเข้าไปสิ ภรรยาจับได้คาหนังคาเขาแล้ว!
ริมฝีปากหยันลี่ขยับเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร เขาเอนตัวไปหยิบห่อสัมภาระบนเบาะหลังส่งให้สือเซี่ย
“ขอบคุณค่ะ” สือเซี่ยพูดจบก็เดินจากไปด้วยสีหน้าปกติ
เกาเต๋อไห่มองตามแผ่นหลังของสือเซี่ย พลางลูบเหงื่อบนใบหน้า “นายว่าเมื่อกี้น้องสะใภ้ได้ยินที่นายพูดหรือเปล่า?”
