สือเซี่ยชะงักไปชั่วขณะ
เดิมทีเธอกำลังคิดอยู่ว่าจะหาโอกาสถามป้าหวังเรื่องพวกค้ามนุษย์อย่างไร ไม่คิดเลยว่าป้าหวังจะเป็นฝ่ายเปิดประเด็นนี้ขึ้นมาก่อน
สือเซี่ยเอ่ยอย่างจริงจังว่า “ป้าหวังคะ ฉันไม่ปิดบังป้าหรอกค่ะ พ่อกับแม่เคยบอกฉันว่าฉันเป็นเด็กที่พวกเขารับมาเลี้ยง”
สิ่งที่สือเซี่ยพูดไม่ใช่เรื่องโกหก หลังจากสือเซี่ยรู้ความ เธอก็ตระหนักได้ว่าพ่อแม่ปฏิบัติต่อเธอกับน้องสาวไม่เหมือนกัน เธอเคยร้องไห้ฟ้องพวกเขาว่า ทำไมน้องสาวไม่ต้องทำงานอะไรเลยก็มีเสื้อผ้าใหม่ใส่ มีขนมเค้กไข่กิน แต่เธอทำงานตั้งมากมาย กลับไม่มีเสื้อผ้าใหม่ แถมของอร่อยก็ไม่มีส่วนแบ่ง
เธอจำได้ว่าสือจื้อเจี้ยนหยิบพลั่วออกมา ส่วนหลิวกุ้ยฟางกดเธอลงบนม้านั่งยาว สือจื้อเจี้ยนเหวี่ยงพลั่วฟาดก้นเธอไม่หยุด พลางด่าว่าอย่างโหดเหี้ยม “นังเด็กที่เขารับมาเลี้ยงอย่างแกกินข้าวบ้านเราไปตั้งเท่าไหร่ ยังคิดจะใส่เสื้อผ้าใหม่ กินขนมเค้กไข่อีกเหรอ? ฉันว่าแกนี่แหละเหมือนขนมเค้กไข่!”
เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ มีน้ำตากับน้ำมูกเลอะเต็มหน้า ก้นถูกตีจนเลือดเนื้อเละเทะ เธอร้องไห้พลางพูดว่า “หนูไม่ใส่เสื้อผ้าใหม่แล้ว… ไม่กินขนมเค้กไข่แล้ว… พ่ออย่าตีหนูเลย เจ็บ…”
นับจากวันนั้น สือเซี่ยก็รู้ว่าเธอกับสือเป่าเจินไม่เหมือนกัน สือเป่าเจินเกิดมาก็ถูกกำหนดให้ได้รับความรักจากพ่อแม่ ส่วนเธอต้องทำงานไม่หยุดเพื่อทดแทนบุญคุณของพ่อแม่
เมื่อได้ยินคำตอบของสือเซี่ย ป้าหวังก็กุมมือเธอไว้ “พ่อกับแม่ของหนูพูดกับหนูเองเลยเหรอ?”
สือเซี่ยพยักหน้า
ป้าหวังมองสือเซี่ยอย่างสงสาร ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดว่า “ถ้าหนูเป็นเด็กที่สองคนนั้นรับมาเลี้ยงจริง ๆ แล้วตอนที่หนูเกิด หลิวกุ้ยฟางท้องโตอยู่ก่อนแล้วจะอธิบายยังไงล่ะ?”
