“คุณ...!”
คำพูดของซ่งเว่ยกั๋วทำเอาเสิ่นชางเหอตกใจจนหน้าถอดสี
ไม่ขอโทษต่อสาธารณะ ก็ต้องถูกร้องเรียน ไม่ว่าทางไหนก็ทำลายอนาคตของเสิ่นไห่หนิงได้ทั้งนั้น
เขากำลังจะขอร้องแทนลูกชายอีกครั้ง แต่เสิ่นไห่หนิงก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน
“พ่อ ไม่ต้องพูดแล้ว ผมยอมขอโทษ”
เฉียนอวี้เคอที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ วันนี้แทบไม่ได้พูดอะไรเลย
ข้อแรก เธอรู้สึกเสียดายที่เป็ดซึ่งสุกจนจะคีบเข้าปากอยู่แล้วกลับบินหนีไป เหลือไก่ป่ามาแทน จึงไม่สบายใจนัก
ที่สำคัญที่สุดคือกลัวว่าปากจะพาเรื่องบานปลาย เพราะพูดอะไรไม่คิดอีก
แต่เมื่อเห็นเสิ่นไห่หนิงตัดสินใจเช่นนี้ เธอก็จำต้องก้าวออกมาพูดห้ามสักคำ
“ลูกคิดถึงผลที่จะตามมาหรือยัง? ถ้าขอโทษต่อสาธารณะ ลูกก็จะถูกสาขาวิพากษ์วิจารณ์เหมือนกันนะ”
เสิ่นไห่หนิงมองซ่งชิวเยว่ที่ตั้งแต่ต้นจนจบไม่แม้แต่จะมองหน้าเขาตรง ๆ แล้วกัดฟันแน่น
“ผมตัดสินใจแล้ว ทำผิดก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะถูกตำหนิหรือถูกปลด ผมยอมรับทั้งนั้น ผมแค่อยากให้เยว่เยว่ยกโทษให้ผม”
“หึ!”
ซ่งชิวเยว่แค่นเสียงเย็นชา ในที่สุดก็หันมามองหน้าเสิ่นไห่หนิง ทว่าสายตาของเธอเย็นเยียบ ทั้งยังแฝงความดูแคลน
“ยกโทษให้เหรอ? ตอนที่คบกับเฉินชิงชิง ทำไมไม่คิดบ้างว่าฉันจะยกโทษให้หรือเปล่า? ตอนนี้กลับอยากให้ฉันยกโทษให้งั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ!”
เสิ่นไห่หนิงร้อนใจ ขยับเข้ามาใกล้สองก้าว
“ขอโทษต่อสาธารณะยังไม่พออีกเหรอ? เยว่เยว่ เธอยังอยากให้ฉันทำอะไรอีก บอกมาเลย”
ตลอดสิบห้าปีที่รู้จักกัน เขาไม่เคยเห็นซ่งชิวเยว่แสดงสีหน้าเช่นนี้มาก่อน
เป็นแววรังเกียจที่อยากตัดขาดจากเขาให้เร็วที่สุด ขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน
ราวกับกำลังบอกว่า “คุณสกปรก”
