เจียงซิ่วเอ๋อก็อดขำคำพูดของลูกสาวไม่ได้ จึงใช้นิ้วแตะหน้าผากเธอเบา ๆ
“ลูกคนนี้ เมื่อไรจะโตเป็นผู้ใหญ่สักทีนะ!”
บรรยากาศเศร้าจากการต้องแยกจากกันคลายลงเพราะคำพูดของซ่งชิวเยว่ ซ่งเว่ยกั๋วจึงต้องกำชับเธออย่างจริงจังอีกครั้ง
“ช่วงนี้สถานการณ์ค่อนข้างซับซ้อน พอไปถึงที่นั่นคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลงชนบทไปประชาสัมพันธ์ บางคนที่ไม่ควรเข้าใกล้ก็อย่าไปยุ่งด้วย”
ซ่งชิวเยว่พยักหน้ารับ “ก็พวกคนในคอกวัวนั่นไม่ใช่เหรอคะ หนูเข้าใจ หนูเข้าใจหมดแล้ว”
เมื่อเห็นว่าลูกสาวรู้เท่าทัน ซ่งเว่ยกั๋วก็วางใจ
ลูกนกอินทรีเติบใหญ่แล้ว สุดท้ายก็ต้องกางปีกโผบิน สิ่งเดียวที่พ่อคนนี้ทำได้คือช่วยประคับประคองลูกให้ก้าวไปได้อย่างมั่นคง และหลีกเลี่ยงทางอ้อมที่ไม่จำเป็น
วันรุ่งขึ้น ต้นเดือนกันยายน อากาศแจ่มใส
ซ่งชิวเยว่ตื่นแต่เช้า ไม่นึกเลยว่าเจียงซิ่วเอ๋อกับซ่งเว่ยกั๋วจะตื่นเช้ากว่าเสียอีก
คนหนึ่งกำลังจัดกระเป๋าให้เธอ ส่วนอีกคนอยู่ในครัวตั้งใจเตรียมอาหารเช้า
วันนี้เป็นวันที่เธอต้องเดินทางไปเมืองตงไห่ และยังเป็นวันสอบประเมินของสามในกลุ่มสี่คนด้วย
อาหารเช้าเพิ่งยกขึ้นโต๊ะ ทั้งสามคนก็พากันมาเคาะประตูบ้านตระกูลซ่งราวกับนัดกันไว้
“พวกนายมีจิตสำนึกกันบ้างไหม ฉันกำลังจะไปอยู่แล้วยังอุตส่าห์มาหาของกินอีกเหรอ”
ซ่งชิวเยว่นั่งบนเก้าอี้ มือหนึ่งถือซาลาเปา อีกมือถือต่าทอง มองทั้งสามคนอย่างไม่สบอารมณ์
“เฮ้ย ตกลงใครกันแน่ที่ไม่มีจิตสำนึก พวกเรามาหาเธอแท้ ๆ เธอกลับไม่เลี้ยงข้าวเนี่ยนะ”
