“เอ้า กินเนื้อสิ”
หลีทำได้แค่ย่างเนื้อ วันนี้เหยียนเยว่เลยกินเนื้อย่างไปสามมื้อ
โชคดีที่เขาใส่เครื่องปรุงลงไปด้วย รสชาติจึงพอใช้ได้
แต่ท้องฟ้ามืดลงเรื่อย ๆ ภายในถ้ำยังคงเงียบสงัด
เหยียนเยว่กินอะไรไม่ค่อยลง อีกทั้งยังไม่มีอารมณ์จะกินด้วย
หลีมองมาทางนางตรง ๆ ด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ สายตาหยุดอยู่ที่ขนตาซึ่งหลุบต่ำ ก่อนจะจับจ้องเงียบ ๆ
เขาไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดอารมณ์ของสตรีน้อยถึงขึ้น ๆ ลง ๆ
ทั้งที่ตอนบ่าย นางยังคุยกับเขาอย่างสนุกสนานอยู่เลย
นางสนใจเผ่ามนุษย์เงือกมาก จึงถามเรื่องอสูรเผ่ามนุษย์เงือกหลายอย่าง
หลีทำไม้เท้าคนตาบอดให้นางใหม่ตามที่นางขอ สตรีน้อยยังดีใจจนเดินวนรอบถ้ำอยู่รอบหนึ่ง
เขาคิดว่าทั้งคู่คุยกันถูกคอ ความสัมพันธ์คงก้าวหน้าไปมากแล้ว
แต่ตอนนี้นางกลับเหม่อลอย ราวกับระยะห่างระหว่างพวกเขาถอยกลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง
เหยียนเยว่กินเนื้อย่างไปแค่สองไม้ก็อิ่มแล้ว
นางนั่งอยู่หน้าเปลวไฟ ซึมซับไออุ่นที่แผ่ออกมาเป็นระลอก
“หลี”
“หืม?”
ในที่สุดสตรีน้อยก็พูดขึ้น
หลีเงยหน้าขานรับ รอให้นางพูดต่อ
“ข้างนอกมืดแล้วหรือยัง?”
ที่จริงไม่ต้องให้หลีบอก เหยียนเยว่ก็สัมผัสได้แล้ว
เป็นสัญชาตญาณของสัตว์ ความมืดและอุณหภูมิที่ลดลงทำให้รู้สึกปลอดภัยน้อยลง
“มืดแล้ว” หลีตอบตามตรง
แต่ไออุ่นรอบกายเขากลับลดลงเล็กน้อย
นางอยากถามอะไรกันแน่?
ถามว่าพวกนั้นจะกลับมาเมื่อไรหรือ?
หรือจริง ๆ แล้วนางอยากให้ใครกลับมาอยู่เป็นเพื่อนมากกว่ากัน?
ในใจรู้สึกเปรี้ยวปร่าขึ้นมา แต่เขาก็ยังเอ่ยปลอบ
