มือของเหยียนเยว่ยังค้างอยู่ในท่าถือเนื้อเสียบไม้ ทั้งร่างแข็งทื่อราวกับถูกสกัดจุด ไม่กล้าขยับเลยสักนิด
“ข้า...สัมผัสได้แล้ว”
ไม่ใช่แค่สัมผัสได้ นางยังมองเห็นด้วย
เนื้อเสียบไม้ที่เพิ่งกินไปได้ครึ่งหนึ่ง ตอนนี้กำลังวางอยู่ในมิติของนาง
เหยียนเยว่ไม่รู้จะบรรยายความตื่นตะลึงนี้อย่างไร
มันราวกับเป็นดินแดนพิเศษแห่งหนึ่งที่อยู่ภายในร่างกายของนาง
เมื่อจิตสำนึกสัมผัสได้ถึงที่แห่งนี้ ความมืดมิดที่อยู่ตรงหน้ามานานก็พลันถูกทำลายลง
จิตสำนึกของนางร่วงลงสู่พื้นที่โล่งกว้างสีขาวโพลนและราบเรียบ ทัศนวิสัยพลันแจ่มชัดขึ้นในพริบตา
คนที่ตาบอดมานานกว่าสิบปี บัดนี้กลับมองเห็นสิ่งของภายในมิติได้อย่างชัดเจน
เห็นได้จริง ๆ ด้วย
เนื้อย่างที่กัดไปหนึ่งคำมีสีน้ำตาลไหม้อ่อน ๆ เนื้อแน่นและเป็นเงามัน
เหยียนเยว่หยิบเนื้อย่างออกมาจากมิติ แล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า “ข้า...ข้าเหมือนจะมองเห็นแล้ว...”
“ข้ามองเห็นสิ่งของที่เก็บไว้ในมิติได้ เนื้อย่างชิ้นนี้ยังเหลือเนื้ออีกห้าชิ้น ชิ้นล่างสุดย่างเกรียมไปหน่อย”
ฉือจิ้นรับเนื้อย่างไป นับทีละชิ้น ก่อนสายตาจะหยุดลงที่ชิ้นสุดท้ายซึ่งย่างเกรียมไปเล็กน้อย
“ที่เยว่เยว่พูดถูกหมดเลย!”
เสี่ยวเหิงหยิบผลึกสัตว์ออกมาจากอกเสื้อ วางลงบนมือนาง “ลองดูสิว่าผลึกสัตว์ก้อนนี้สีอะไร”
เหยียนเยว่รีบหลับตาลง
นางเพิ่งสัมผัสได้ถึงมิติ ตอนใช้จึงยังไม่คล่องแคล่วเหมือนพวกเขา
แม้แต่ตอนที่เหยียนเยว่ใช้จิตเรียกมัน สีหน้าก็ยังดูเคร่งขรึมอยู่บ้าง ราวกับกำลังอธิษฐานขอพร
