หลังจากเหยียนเยว่จัดแต่งผมเรียบร้อย มั่วเจ๋อก็อุ้มเธอออกมานอกถ้ำด้วยแขนข้างเดียว
การถูกอุ้มด้วยแขนข้างเดียวแบบนี้ทำให้รู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไร
เหยียนเยว่จึงค่อย ๆ โอบคอมั่วเจ๋อไว้
เพราะอยู่ใกล้กัน กลิ่นคาวเลือดบนตัวมั่วเจ๋อจึงยิ่งเข้มข้นขึ้น
“พวกท่าน... ไม่ได้เจออันตรายอะไรใช่ไหม?”
นอกจากมั่วเจ๋อแล้ว อสูรตนอื่นยังไม่มีใครกลับมา แสดงว่าพวกเขายังหาสัตว์ราชาไม่พบ
แต่ปกติพวกเขาจะไม่อุ้มเธอมาทั้งที่ตัวมีกลิ่นคาวเลือดจากการล่าแบบนี้
เหยียนเยว่จึงเดาได้อย่างแม่นยำว่า “ท่านบาดเจ็บหรือ?”
ฝีเท้าของมั่วเจ๋อชะงักไปครู่หนึ่ง
แม้จะไม่ได้ตั้งใจปิดบัง แต่สตรีน้อยฉลาดเกินไป ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปาก เธอก็เดาออกแล้ว
“แค่แผลเล็กน้อย เยว่เยว่ไม่ต้องเป็นห่วง”
มั่วเจ๋ออุ้มเธอไปวางลงบนก้อนหินใหญ่คุ้นตาตรงหน้าถ้ำอย่างแผ่วเบา
บนก้อนหินปูหนังสัตว์ผืนใหม่ที่สะอาดไว้ตั้งแต่เช้าแล้ว
เหยียนเยว่ชอบกินอาหารตรงนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนไปตั้งแคมป์ มีลมพัดเอื่อย ๆ อากาศก็สดชื่น
แต่ตอนนี้เธอไม่มีอารมณ์จะดื่มด่ำกับบรรยากาศสักนิด “ท่านบาดเจ็บตรงไหน?”
พอนึกถึงตอนที่มั่วเจ๋อยังลากสังขารที่บาดเจ็บไปตักน้ำ ดูแลเธอล้างหน้าล้างตา แถมยังอุ้มเธอออกมา ความรู้สึกผิดก็ผุดขึ้นในใจเหยียนเยว่
“วันนี้อย่าอุ้มฉันอีกเลย ช่วยหากิ่งไม้มาให้ฉันสักกิ่ง ฉันเดินเองได้”
อย่างไรเสียพื้นที่ที่เธอเดินไปมาได้ก็มีไม่มาก แค่ระยะจากในถ้ำออกมาข้างนอกเท่านั้น
ที่จริงแล้ว ก่อนหน้านี้เหยียนเยว่ไม่เคยพึ่งพาใครเลย
เวลาออกจากบ้าน เธออาศัยไม้เท้าคนตาบอดมาตลอด
หกล้ม ชนโน่นชนนี่ เป็นเรื่องปกติ
