ถ้ำแห่งใหม่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ บางจุดยังต้องขัดแต่งเพิ่มเติม
พวกเขาช่วยกันจัดการจนเสียงดังอึกทึกอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะให้เหยียนเยว่เข้าไปพัก
“เราจะอยู่ที่นี่กี่วันหรือ?”
เหยียนเยว่ไม่คุ้นชินกับชีวิตที่ต้องร่อนเร่ไปทั่วเช่นนี้
สำหรับคนตาบอดที่แต่ละวันใช้ชีวิตวนเวียนอยู่แค่ระหว่างสองสถานที่อย่างนางแล้ว ชีวิตแบบนี้ทั้งทำให้ปรับตัวไม่ค่อยได้ และทั้งชวนให้รู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาด
เสี่ยวเหิงมองนางแล้วตอบตามตรง “ยังไม่แน่ อาจจะสี่ห้าวัน หรืออาจนานกว่านั้น”
“ตอนนี้เป็นฤดูอบอุ่น ช่วงเวลาระหว่างที่คลื่นสัตว์ร้ายปะทุแต่ละครั้งไม่ห่างกันนัก หลีและซิงหยวนไปตรวจดูหลุมพรางที่พวกเราวางไว้ก่อนหน้านี้แล้ว รอพวกเขากลับมา บางทีอาจมีความคืบหน้าใหม่ก็ได้”
เดิมทีพวกเขามาที่นี่เพราะผลึกสัตว์ราชา หากยังล่าราชันสัตว์ร้ายไม่ได้ ย่อมไม่จากไปง่าย ๆ แน่นอน
“ข้าจะไปสำรวจรอบ ๆ ดูหน่อย”
เหยียนเยว่พยักหน้า แล้วได้ยินเสียงเสี่ยวเหิงก้าวออกไป
เสวี่ยกับฉือจิ้นออกไปหาอาหารแถวนี้
ภายในถ้ำว่างเปล่ามาก พวกเขายังต้องหาหินก้อนใหญ่สักสองสามก้อนมาเจียระไนเป็นแท่นหินให้สตรีน้อย
มั่วเจ๋อกำลังก่อไฟ เขายังใช้ก้อนหินเล็ก ๆ ก่อกองไฟให้ดับยากด้วย
ผ่านไปครู่หนึ่ง เหยียนเยว่ค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้มั่วเจ๋อ “มั่วเจ๋อ ตอนนี้ข้าเบื่อนิดหน่อย เล่าให้ฟังได้ไหมว่าพวกเจ้ารู้จักกันได้อย่างไร? แล้วพวกเจ้าไม่ได้เป็นเผ่าเดียวกันทั้งหมด ก่อนรู้จักกันกลายเป็นสัตว์ป่าจรจัดกันอยู่แล้วหรือ?”
ก่อนหน้านี้เหยียนเยว่เคยเจอสัตว์ป่าจรจัดกลุ่มอื่นมาแล้ว กลุ่มเหล่านั้นแทบจะรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ
