เสิ่นจืออี้ค้นหน้ากากหนังมนุษย์ออกมาจากสัมภาระ แล้วสวมให้ต้วนซิงจื่อ
“เอ้า” นางยื่นกระจกทองแดงพกพาให้เขา ยกขึ้นตรงหน้า พลางมองซ้ายมองขวาอย่างพอใจ “แบบนี้คนอื่นก็จำไม่ได้แล้ว”
ต้วนซิงจื่อมองเงาของชายหนุ่มในกระจก ใบหน้าดูอ่อนโยน คิ้วตาสุภาพ เรียบร้อยสง่างาม ต่างจากตัวเขาอย่างสิ้นเชิง
สีหน้าเขาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย
“ทำไว้ตั้งแต่เมื่อไร?” เขายกนิ้วแตะใบหน้า สัมผัสเหมือนจริงอย่างยิ่ง หากไม่ลงมือดึงดูเองก็คงแยกไม่ออก
เสิ่นจืออี้ยิ้มบาง ๆ “อาจารย์ทิ้งไว้ให้ข้า”
“เวลาออกท่องยุทธภพ หากอยากปกปิดชื่อแซ่ ถ้าไม่มีของพวกนี้ช่วย จะราบรื่นได้อย่างไรกัน?”
นางเอียงศีรษะ โน้มเข้ามาใกล้เขาแล้วกะพริบตาปริบ ๆ “เรียกพี่สาวให้ฟังสักคำสิ?”
ต้วนซิงจื่อยิ้มอย่างจนใจ “อาอี้”
“อย่าซน”
เสิ่นจืออี้เบ้ปาก “ไม่เห็นสนุกเลย”
นางหยิบผ้าคลุมหน้าออกมาสวม สีหน้ากลับมาเบิกบานอีกครั้ง ก่อนยิ้มจนดวงตาโค้ง “ไม่ว่าเจ้าจะเต็มใจหรือไม่ ตลอดทางนี้เจ้าก็เป็นน้องชายของข้า”
……
พวกเขาเดินทางกันหลายวัน ในที่สุดก็มาถึงเมืองหลวง
ด้วยรูปลักษณ์ที่ปลอมแปลงมา อีกทั้งไม่มีใครเคยเห็นเสิ่นจืออี้ ทหารเฝ้าประตูเมืองจึงจำพวกเขาไม่ได้
ทั้งคู่เข้าเมืองมาได้อย่างราบรื่น และก็เห็นประกาศที่ติดอยู่ทั่วเมืองจริง ๆ
บนประกาศมีภาพเหมือนของต้วนซิงจื่ออยู่สองภาพ
ภาพหนึ่งสวมหน้ากากหัวอินทรี อีกภาพเป็นใบหน้าจริงที่เต็มไปด้วยไอสังหาร
พวกเขาสบตากัน สีหน้าเรียบเฉย ก่อนเดินออกจากฝูงชน
ราตรีมืดสนิทราวหมึก
เงาสองสายพลิ้วไหวราวภูตผี ลอบข้ามกำแพงสูงของจวนอัครเสนาบดีอย่างไร้สุ้มเสียง
ต้วนซิงจื่อโอบเอวเสิ่นจืออี้ หลบเลี่ยงเวรยาม กระโจนขึ้นลงไม่กี่ครั้งก็ลอบเข้าไปถึงห้องของอัครเสนาบดี
อัครเสนาบดีจางเต๋อได้ยินเสียงเคลื่อนไหว จึงตื่นจากฝัน
