ริมฝีปากสัมผัสกันในชั่วขณะนั้น เสิ่นจืออี้ยังตั้งตัวไม่ทัน
จนกระทั่งริมฝีปากและปลายลิ้นร้อนผ่าวบดคลึงริมฝีปากของเธออย่างดุดัน รุกเร้าและช่วงชิง แม้แต่ปลายฟันก็ขบจูบเธอ
เธอจึงส่งเสียงครางออกมา ก่อนจะพยายามหนีตามสัญชาตญาณ
ชางหลิวยู่กดท้ายทอยเธอไว้ แล้วดึงกลับมาแนบชิด
ฝ่ามือใหญ่เพิ่มแรงกด
เสิ่นจืออี้อ้าปากร้องตามสัญชาตญาณ ทว่าลิ้นที่ฉวยโอกาสสอดเข้ามากลับช่วงชิงลมหายใจไป
เขารั้งเธอไว้ด้วยท่าทีเอาแต่ใจ ความร้อนแรงแผ่ซ่านไปทั่ว ก่อนจะกวาดผ่านทุกซอกมุมในริมฝีปากและซอกฟันของเธอ บดคลึงพัวพันอย่างไม่เปิดโอกาสให้ขัดขืน
เธอผลักเขาอย่างอ่อนแรง แต่เขากลับกดเอวเธอแน่นขึ้น ปราณกระบี่แผ่ซ่านออกมา ตรึงข้อมือของเธอไว้กับเตียง
“ทำไมถึงเอาแต่คิดหนี?”
ชางหลิวยู่บีบท้ายทอยเธอ แววตาค่อย ๆ ทอประกายแดงฉานเย้ายวน ราวกับลายเส้นสีเลือดดื้อรั้นปรากฏขึ้นข้างนัยน์ตาดำสนิท
ทั้งที่เป็นเธอเข้าหาเขาก่อนแท้ ๆ
ตอนนี้กลับคิดจะไปหาคนอื่นอีกหรือ?
“ดุ...คุณดุ...” เสิ่นจืออี้หมดเรี่ยวแรงไปทั้งร่าง กัดริมฝีปากเขาเบา ๆ จึงค่อยสูดลมหายใจกลับคืนมาได้
เสียงตัดพ้อแผ่วเบานั้นไม่มีแรงข่มขู่แม้แต่น้อย
กลับยิ่งปลุกความปรารถนาอันพลุ่งพล่านให้ลุกโชน
แววตาของชางหลิวยู่มืดลง ลมหายใจเย็นเยียบลอดผ่านไรฟัน “ใช่ ผมดุ”
“เดี๋ยวจะดุกว่านี้อีก”
“เสิ่นจืออี้ คุณอย่าร้องไห้ก็แล้วกัน”
เขารั้งเอวเธอไว้ ดึงเธอเข้าหาอ้อมแขนแน่นกว่าเดิม
ราวกับจะหลอมเธอให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเลือดเนื้อและกระดูก
ริมฝีปากและปลายลิ้นร้อนผ่าวเข้าครอบครองเธออีกครั้ง รุกเร้ารุนแรง ช่วงชิงลมหายใจของเธอไปทุกห้วง
