นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นจืออี้ได้ลิ้มรสความน่ากลัวของแรงกดดันจากขั้นสำแดงเทพ
เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเขาจะดุดันได้ถึงเพียงนี้
ยิ่งไม่เคยคิดว่าสักวันหนึ่ง ความอ่อนโยนของเขาจะทำให้เธอทนแทบไม่ไหวเช่นนี้
เธอร้องไห้พลางเตะต่อยเขา
แต่ก็เหมือนมดปลวกเขย่าต้นไม้ใหญ่ ไม่อาจทำให้เขาขยับได้แม้แต่น้อย
กลับเป็นตัวเธอเองที่ล่องลอยไร้เรี่ยวแรง ราวกับก้อนเมฆนุ่มนิ่มที่คลี่ออกแล้วรวมตัวขึ้นใหม่
จากนั้นเสียงครางอู้อี้ก็ดังขึ้น ท่ามกลางหยาดฝนที่โปรยปราย
“ชางหลิวยู่ ขอร้องละ...” เธอสะอื้นสั่น ผลักอกเขาไว้ ปลายนิ้วเท้าจิกงอแน่น “ฉันกินไม่ไหวแล้วจริง ๆ...”
เธออิ่มจนจุก... อิ่มจนจุกไปหมด...
รูขุมขนทั่วร่างต่างปวดหนึบและต่อต้าน
ชางหลิวยู่ไม่ฟังเธอเลยแม้แต่น้อย
ยังคงป้อนต่อไป
ถึงกับรวบรวมเจตจำนงกระบี่ต้วนสุ่ยอันดุดัน ฟาดลงบนจุดที่เธอรับไม่ไหวอย่างไม่ปรานี
จนกระทั่งบีบคั้นเสียงครางสะอื้นแผ่วหวานและคำวิงวอนนุ่มนิ่มออกจากปากเธอได้ จึงยอมรามือ
“นี่คือบทลงโทษที่ปล่อยให้คนอื่นเข้าหาเธอ แล้วยังทำให้พวกเขาคิดเพ้อฝันไปต่าง ๆ นานา”
เขาเม้มริมฝีปากบางแน่น ข่มความหึงหวงที่เอ่อล้นขึ้นมาในอก แล้วก้มลงจูบเธออีกครั้ง
“ต่อไปนี้ นอกจากฉันแล้ว ห้ามให้ความหวังใครอีก”
“ได้ยินไหม?”
เขาเอียงหน้า บีบคางเธอไว้
เสิ่นจืออี้เผยอเปลือกตาขึ้น ดวงตาดอกท้อพร่าชื้น เธอมองเขาอย่างเลื่อนลอย
ทั้งระหว่างริมฝีปากและลมหายใจ ล้วนอบอวลด้วยกลิ่นที่เขาทิ้งไว้
กลิ่นสนซ่อนหิมะ
เย็นเยียบ สูงส่งบริสุทธิ์ ทว่าปะปนด้วยฝุ่นดินจากส่วนลึกที่สุดใต้ผืนปฐพี
