ความรู้สึกไร้น้ำหนักพลันถาโถมเข้ามา
ตามมาด้วยแรงเสียดสีอย่างรุนแรง
ทั้งสองตกลงบนสนามหญ้า กอดกันกลิ้งไปหลายตลบ
ชางเจ๋อเอี้ยนปกป้องเสิ่นจืออี้ไว้ในอ้อมแขน ประหนึ่งภูเขาร้อนผ่าวที่โอบล้อมเธอไว้อย่างมิดชิด
เสียงลมหวีดหวิว
ระหว่างที่กลิ้งไปมา เสื้อผ้าถูกหินกรวดกับใบหญ้าแหลมคมเสียดสีจนเกิดรอยขาดและรอยเลือดเป็นแผลเล็กแผลน้อย
ไม่รู้ว่ากลิ้งไปนานเท่าไร
แผ่นหลังของเขากระแทกเข้ากับโขดหินริมทางดังโครม
ชางเจ๋อเอี้ยนครางอัดอยู่ในลำคอ
เสิ่นจืออี้เงยหน้าขึ้นจากอ้อมแขนของเขา ได้ยินเสียงรถตกลงไปจากหน้าผา
และได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นกระหน่ำ
“เจ๋อเอี้ยน คุณเป็นยังไงบ้าง” เธอฝืนทนความเจ็บปวด ค่อย ๆ คลานออกจากอ้อมแขนของเขา
แม้จะมอมแมมไปทั้งตัว แต่กลับไม่ได้มีบาดแผลมากนัก
แต่เขานั้น...
ทั้งแผ่นหลัง แขน และต้นขาแทบไม่มีส่วนไหนเหลือสภาพดี
“อย่ากลัว”
“ไม่เป็นไรแล้ว”
ชางเจ๋อเอี้ยนพูดเสียงแหบพร่า ยื่นมือไปกุมปลายนิ้วที่สั่นระริกของเธอ ก่อนกลืนรสคาวหวานที่เอ่อขึ้นมาถึงลำคอลงไป
เสิ่นจืออี้เห็นรอยเลือดซึมออกมาจากแผ่นหลังและหน้าผากของเขา หัวใจเต้นแรงจนแทบทนไม่ไหว
“ฉันจะเรียกรถพยาบาลเดี๋ยวนี้ คุณอดทนหน่อยนะ อย่าหลับ”
เธอประคองใบหน้าของเขาไว้ แล้วพูดเสียงเบาว่า “แล้วก็อย่าพูดเลย เก็บแรงไว้ อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียว”
ได้
ชางเจ๋อเอี้ยนหลับตาลงครู่หนึ่ง
เธอล้วงโทรศัพท์ออกมาจากอ้อมแขนของเขา ทันทีที่พบว่าโทรศัพท์ปลดล็อกด้วยใบหน้าของเธอได้ เธอก็ชะงักไปเล็กน้อย
จากนั้นก็รีบโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินทันที
ชางเจ๋อเอี้ยนที่นอนอยู่บนพื้นเห็นเธอนั่งอยู่ตรงนั้น กำลังพูดอะไรบางอย่างกับหมออย่างจริงจังและร้อนใจ
เขาฟังคำพูดของเธอไม่ชัด
