หมิงเจี๋ยรู้สึกว่าเซี่ยหวยหยางช่างเป็นคนเข้าใจยากจริง ๆ
เสิ่นจืออี้ไม่ยอมให้เขากอด ก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?
ด้วยความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก่อนหน้านี้ แค่เธอไม่ตีเขาจนตายก็นับว่าดีแล้ว
“เอาอย่างนี้” เขาเสนอ “เสิ่นจืออี้มองไม่เห็นไม่ใช่หรือ? นายก็ลองดูจากเรื่องงานกับชีวิตประจำวันของเธอ ว่ามีตรงไหนที่พอจะช่วยได้บ้าง”
“พอเธอไม่ต่อต้านนายขนาดนั้นแล้ว เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อนายได้เมื่อไร บางทีเธออาจยอมให้นายกอดก็ได้”
หมิงเจี๋ยเองก็อดกังวลไม่ได้เหมือนกัน
ถ้าวันหน้าเซี่ยหวยหยางกลับมาจำได้ว่าเสิ่นจืออี้เป็นคู่ปรับของเขา เขาจะเสียใจที่ตอนนี้สนิทสนมกับเธอขนาดนี้หรือเปล่า?
แต่ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ เขาก็สงสัยมาตลอดว่าเซี่ยหวยหยางคิดอะไรกับเสิ่นจืออี้มากกว่าที่เห็น
เขาใส่ใจเธอมากเกินไป
คนเราจะยอมเสียเวลาและทุ่มเทให้คนที่เกลียดมากขนาดนั้นจริงหรือ?
เขาไม่เชื่อหรอก
บางทีตอนนี้เซี่ยหวยหยางความจำเสื่อม จึงเผยความรู้สึกที่แท้จริงในใจออกมาก็ได้
ยังไงเขาก็ต้องช่วยเพื่อนสักหน่อย
“งาน? ชีวิตประจำวัน?”
ปลายนิ้วของเซี่ยหวยหยางเคาะโต๊ะโดยไม่รู้ตัว
ภาพขวดน้ำหอมที่วางอยู่ในห้องนั่งเล่นกับโต๊ะปรุงน้ำหอมขนาดใหญ่ผุดขึ้นในหัว กระดูกนิ้วพลันหยุดชะงัก “จริงสิ ตอนนี้เธอน่าจะทำงานเป็นนักปรุงน้ำหอม”
“ปรุงน้ำหอม?” หมิงเจี๋ยประหลาดใจไปชั่วขณะ “งั้นก็ง่ายเลย นายไปเป็นแผ่นทดสอบกลิ่นให้เธอสิ”
“ทำแบบนี้เธอไม่เพียงแต่จะไม่รังเกียจนาย แต่ยังเข้ามาใกล้นายเองด้วย”
“ถึงตอนนั้นก็ได้แตะเนื้อต้องตัวกัน ดมกลิ่นกันไปมา แล้วยังมีบรรยากาศจากน้ำหอมอีก ไม่แน่ว่าพวกนายอาจกอดกันกลมในเร็ว ๆ นี้ก็ได้”
แตะเนื้อต้องตัวกัน?
ดมกลิ่นกันไปมา?
เซี่ยหวยหยางจินตนาการถึงภาพต่าง ๆ อยู่สองสามฉาก ใบหูพลันแดงระเรื่อ
เขากระแอมเบา ๆ
พอได้ยินเสียงกุกกักแว่วมาจากด้านนอก ก็เด้งตัวลุกขึ้นทันที “แผนบ้าอะไรของนาย วางแล้ว!”
