โจวอวี่เชินดึงม่านห้องพักออก
“ที่นี่ปกติไม่มีใครมา ต่อไปเธอมารอฉันที่นี่ได้เลย”
“ไม่ต้องไปรอที่ห้องแล็บ”
พอนึกถึงท่าทางยิ้มหน้าบานของสวยเยี่ยน บรรยากาศรอบตัวโจวอวี่เชินก็หม่นหมองลงอย่างไม่มีเหตุผล
“ค่ะ หนูเข้าใจแล้ว”
เสิ่นจืออี้ตอบรับอย่างว่าง่าย
เธอคิดว่าเขาคงไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขา
ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่พูดต่อหน้าเพื่อนว่า
เธอเป็นน้องสาวของเขา
ในใจเขา บางทีอาจยังไม่ได้มองเธอเป็นผู้หญิงด้วยซ้ำ
เธอมองโจวอวี่เชินจัดวางอาหาร
ทั้งคู่มีข้าวคนละกล่อง กับข้าวกล่องใหญ่หนึ่งกล่องที่จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และซุปคนละถ้วย
โจวอวี่เชินเห็นเธอจ้องมองอาหารอยู่นาน แต่ยังไม่ยอมขยับตะเกียบ
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วถามว่า
“รสจืดเกินไปหรือเปล่า”
เพราะระบบทางเดินอาหารไม่ค่อยดี คุณน้าเจ้าจึงทำอาหารให้เขารสอ่อนกว่าปกติเล็กน้อย และใส่เครื่องปรุงน้อยกว่าด้วย
เขากลัวว่าเธอจะกินไม่ชิน
เสิ่นจืออี้ส่ายหน้า เงยหน้ามองเขา ดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
“คุณน้าเจ้าทำออกมาสวยเกินไปค่ะ”
“หนูแทบไม่กล้ากินเลย”
ไม่น่าแปลกใจที่ตระกูลโจวใช้แม่ครัวคนนี้มาหลายปี
แม้แต่ข้าวกล่องธรรมดา ๆ ก็ยังทำออกมาได้ประณีตและหลากหลาย แค่มองก็ชวนให้น้ำลายสอแล้ว
สีหน้าของโจวอวี่เชินอ่อนโยนลง
ความกังวลเมื่อครู่พลันสลายไปในพริบตา
“กินเถอะ”
“ถ้าเธอกินหมดทุกอย่าง คุณน้าเจ้าถึงจะดีใจ”
“ค่ะ” เสิ่นจืออี้ก้มหน้าคีบปลาเข้าปากสองคำ จากนั้นก็ชิมกับข้าวอย่างอื่นทีละอย่าง แววตาเป็นประกายขึ้นเรื่อย ๆ
ความเร็วในการเคี้ยวก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
ท้ายที่สุด เธอก็ลืมไปเสียสนิทว่าโจวอวี่เชินยังอยู่ตรงนี้ ไม่ได้พูดกับเขาสักคำ
เอาแต่ตั้งใจกินข้าว
