ศิษย์พี่สามมองหล่านเยว่ด้วยความสงสัย แล้วถามอย่างไม่แน่ใจว่า “ศิษย์น้องเล็ก เจ้าทำอาหารเป็นด้วยหรือ?”
เขาอยากจะบอกเหลือเกินว่า อย่าได้ทำวัตถุดิบชั้นเลิศเช่นนี้เสียของเลย!
“เป็น” หล่านเยว่พยักหน้า
ศิษย์พี่สามกะพริบตาปริบ ๆ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “ฝีมือทำอาหารของศิษย์พี่อย่างข้านั้น เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งไม่มีสองทั้งใต้หล้า ครั้งนี้ให้ข้าเป็นคนทำเถิด วัตถุดิบชนิดนี้ล้ำค่าเกินไป”
พูดจบ ศิษย์พี่สามก็รีบอธิบายต่อว่า “ศิษย์น้องเล็ก อย่าเข้าใจผิดนะ ศิษย์พี่ไม่ได้รังเกียจฝีมือทำอาหารของเจ้า เพียงแต่วัตถุดิบดี ๆ เช่นนี้ ศิษย์น้องเล็กย่อมอยากกินให้อร่อยยิ่งกว่าเดิมใช่หรือไม่? เช่นนั้นก็ให้ศิษย์พี่จัดการเถิด”
หล่านเยว่ได้ฟังแล้วถึงกับตาค้าง สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ
ศิษย์พี่สามเข้าใจฝีมือทำอาหารของตัวเองผิดไปหรือไม่?
ความมั่นใจอันน่าพิศวงนั่นมาจากไหนกัน?
เขากล้าพูดได้อย่างไรว่าฝีมือทำอาหารของตนเป็นหนึ่งไม่มีสองทั้งใต้หล้า?
หล่านเยว่ยืนนิ่งงันอยู่กับที่ ครู่ใหญ่กว่าจะได้สติกลับมา
ศิษย์พี่สามเห็นหล่านเยว่ยืนนิ่ง จึงคิดว่านางถูกตนโน้มน้าวแล้ว เขาจึงหิ้วสัตว์วิเศษหูเทพร้อยเสียง เตรียมโยนลงหม้ออีกครั้ง
แต่แล้วมือข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาราวสายฟ้า คว้าข้อมือที่กำลังหิ้วสัตว์วิเศษหูเทพร้อยเสียงของศิษย์พี่สามไว้แน่น
ศิษย์พี่สามหันไปมองหล่านเยว่ด้วยสีหน้างุนงง ก่อนก้มมองมือเล็ก ๆ ของนางที่จับข้อมือเขาไว้ แล้วเอ่ยปลอบเสียงอ่อนโยนว่า “ศิษย์น้องเล็กเด็กดี รออีกสักครู่นะ เดี๋ยวก็มีของอร่อยให้กินแล้ว”
มุมปากหล่านเยว่กระตุก ที่แท้ศิษย์พี่สามเข้าใจผิดคิดว่านางหิวจนรอไม่ไหวเสียแล้ว
