ศิษย์พี่ใหญ่มีสีหน้าตื่นตะลึง รีบพาหล่านเยว่หลบออกไปไกล ๆ พร้อมสร้างเกราะพลังวิญญาณหลายชั้นคลุมร่างนางไว้ต่อเนื่อง วิบากสายฟ้าของสัตว์ปีศาจยามก้าวขั้นน่าสะพรึงยิ่งกว่าของผู้ฝึกตน ด้วยร่างกายของศิษย์น้องเล็กในตอนนี้ ต่อให้เป็นเพียงกลิ่นอายของวิบากสายฟ้าเล็กน้อยก็ยังทนไม่ไหว
นอกอาคมแสงดาว วงแสงสีเหลืองดินสว่างขึ้นทีละวง จนเกิดขึ้นครบเจ็ดวง ซึ่งเป็นตัวแทนระดับขั้นปัจจุบันของต้าไป๋ นั่นคือขั้นเจ็ด
ต้าไป๋แหงนหน้ามองวิบากสายฟ้า รอให้มันฟาดลงมา
ใครจะรู้ว่าเมฆวิบากกลุ่มนั้นส่งเสียงฟ้าร้องครืนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ สลายหายไป
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” หล่านเยว่ที่ไม่รู้อะไรเลยจึงทำได้เพียงถามเมื่อไม่รู้
ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่สามเงียบงันอย่างหาได้ยาก ที่จริงพวกเขาเองก็อยากถามเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น เมฆวิบากก่อตัวขึ้นแล้วสลายไปได้ด้วยหรือ หรือว่ามันยังไม่ทันเริ่มก็ล้มเหลวและจบลงเสียแล้ว
ขณะที่กำลังคิดว่าจะปลอบศิษย์น้องเล็กอย่างไรดีที่ต้าไป๋ก้าวขั้นไม่สำเร็จ จู่ ๆ ลำแสงสองสายก็ส่องลงมาจากขอบฟ้า ปกคลุมต้าไป๋กับหล่านเยว่ไว้คนละสาย แม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่ที่คอยคุ้มกันหล่านเยว่อยู่ตลอดยังถูกพลังไร้รูปร่างผลักกระเด็นออกไป
“กฎแห่งสวรรค์ปฐพียอมรับแล้ว!”
ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่สามตกตะลึงจนหน้าถอดสี รวมถึงศิษย์พี่รองที่ถูกเสียงดังกล่าวดึงดูดให้รีบมาถึง ทุกคนจ้องลำแสงทั้งสองอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ปกติการทำสัญญากับสัตว์ปีศาจจะทำให้เกิดตราสัญญาขึ้นบนตัวสัตว์ปีศาจเท่านั้น เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไรถึงต้องใช้พลังแห่งกฎแห่งสวรรค์ปฐพีด้วย
ภายในลำแสง หล่านเยว่รู้สึกอบอุ่นไปทั้งตัว สบายเป็นพิเศษ ส่วนต้าไป๋แหงนหน้าคำราม ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ขนทั่วร่างพลิ้วไหวทั้งที่ไม่มีลม ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก ตรารูปเปลวเพลิงสีแดงฉานปรากฏขึ้นกลางหน้าผากของมัน สายสัมพันธ์ไร้รูปร่างก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขา
