ฉู่จิ้นหานเงียบงัน มองเธอ
มือกำของในมือแน่นโดยไม่รู้ตัว และแอบซ่อนไว้ข้างหลัง ราวกับกลัวซ่งอวิ๋นเฟยจะเห็น
เขาพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้ากลับเป็นปกติ “อย่างนั้นก็ข้าเข้าใจผิดเอง ขอโทษด้วย”
ซ่งอวิ๋นเฟยแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุดก็ตีเนียนผ่านไปได้ ฉู่จิ้นหานในใจก็คงโล่งอกเหมือนกันล่ะมั้ง?
แบบนี้ทั้งคู่ก็ไม่ต้องหาข้ออ้างอื่นอีกต่อไป
“รู้ตัวก็ดี รีบนอนได้แล้ว! พรุ่งนี้นายไม่ต้องไปทำงานเหรอ?” พูดจบ ซ่งอวิ๋นเฟยก็ปิดไฟอีกครั้ง นอนลงบนเตียง แล้วขยับเข้าไปชิดผนังอีกนิด
ฉู่จิ้นหานก็นั่งลงบนเตียง แอบเอาของในมือไปซ่อนไว้ใต้ผ้าปูที่นอน
เพื่อป้องกันไม่ให้เธอแผลงฤทธิ์อีก เขาจึงนอนลงบนเตียงแต่โดยดี นอนเป็นเพื่อนเธอเฉย ๆ
เพียงแต่ระหว่างคนทั้งสองมีระยะห่างกันราวฟ้ากับดิน ต่างก็พยายามอยู่ห่างจากอีกฝ่ายมากที่สุด
ตอนนี้อากาศร้อนเกินไป เปิดพัดลมแล้วแต่เหงื่อก็ยังไหลทะลักออกมาไม่หยุด
แถมเมื่อครู่ตื่นเต้นเกินไป ตอนนี้ซ่งอวิ๋นเฟยร้อนจนนอนไม่หลับเลย เช็ดเหงื่อที่ซอกคอครั้งแล้วครั้งเล่า
ผู้ชายข้าง ๆ กลับไม่มีทีท่าเคลื่อนไหวอะไร ไม่รู้ว่าหลับไปแล้วจริง ๆ หรือแค่ไม่กลัวร้อน
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร ซ่งอวิ๋นเฟยถึงได้เคลิ้มหลับไป
แต่ไม่นาน เธอก็สะดุ้งตื่นจากฝันร้าย
เธอฝันว่าตัวเองสารภาพทุกอย่างกับฉู่จิ้นหาน แล้วฉู่จิ้นหานก็กลับไปเมืองไห่ซื่อได้สำเร็จ หันหลังกลับมาส่งเธอเข้าคุก
ฝันนี้ทำให้เธอตกใจจนผวาลุกขึ้นนั่งบนเตียง
ข้างนอกฟ้าสว่างแล้ว แสงอาทิตย์ส่องผ่านหน้าต่างเหล็กขึ้นสนิมเข้ามาในห้อง ทั้งห้องสว่างจ้า
เสียงจักจั่นระงมดังข้างนอก ประกอบกับเสียงพัดลมหมุนในห้อง ทำให้คนรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
ฉู่จิ้นหานไม่อยู่ในห้องนานแล้ว ในห้องเช่าเหลือแค่ซ่งอวิ๋นเฟยคนเดียว
เธอเห็นในจานบนโต๊ะมีไข่สองฟอง และยังมีโจ๊กในหม้อหุงข้าว
ซ่งอวิ๋นเฟยลงจากเตียง มาที่โต๊ะ ตักโจ๊กให้ตัวเองหนึ่งชาม กินคู่กับไข่ไปตั้งสองชามใหญ่
พูดแล้วอากาศแบบนี้ก็ไม่อยากขยับตัวเลยจริง ๆ แต่ซ่งอวิ๋นเฟยทนกลิ่นเหงื่อบนเตียงไม่ไหว เธอฝืนทนอากาศร้อนอบอ้าว ซักผ้าปูที่นอนและปลอกผ้านวม
แต่พอเพิ่งดึงผ้าปูที่นอนออก ก็มีอะไรหล่นลงมา
ซ่งอวิ๋นเฟยหยิบขึ้นมาดู หน้าชึ้นแดงทันที
เป็นถุงยาง
น่าจะเป็นของที่ฉู่จิ้นหานเตรียมไว้เมื่อคืน
ดูท่าในใจเขาจะรังเกียจตัวเองจริง ๆ ไม่งั้นก็คงไม่เอาของนี่ไปซ่อนหรอก
เพื่อป้องกันความอึดอัดตอนกลางคืน ซ่งอวิ๋นเฟยก็โยนมันลงถังขยะ
ดูจากระดับความรังเกียจที่ฉู่จิ้นหานมีต่อเธอ ต่อให้เธอสารภาพว่าตัวเองไม่ใช่เจ้าของร่างเดิมก็ไม่มีประโยชน์อะไร
ก็เหมือนกับในฝันนั่นแหละ ฉู่จิ้นหานไม่มีทางเชื่อ และยังคิดว่าเป็นข้ออ้างที่เธอเสกสรรขึ้นมา แล้วก็จะส่งเธอเข้าคุกอยู่ดี
ต้องหนี! ต้องรีบหนีแล้ว!
แต่ต้องหาเงินค่าเดินทางให้พอก่อน
ในบริษัท
เพื่อนร่วมงานหญิงของฉู่จิ้นหานขยับเข้ามาใกล้ แล้วยิ้มแหย่ว่า “ฉู่จิ้นหาน วันนี้แฟนนายไม่มาสอดส่องเหรอ?”
ฉู่จิ้นหานกำลังเคาะแป้นพิมพ์ ได้ยินดังนั้นก็เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ ล้วงมือถือจากกระเป๋าออกมาดู
เงียบสนิทจริง ๆ
เหมือนจะนึกอะไรได้ ฉู่จิ้นหานก็เก็บมือถือ แล้วพูดส่ง ๆ ว่า “สงสัยยังไม่ตื่น”
เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ตีสามกว่าแล้ว ตอนนี้สิบโมง ยังไม่ตื่นก็เป็นเรื่องปกติ
ซ่งอวิ๋นเฟยเกือบทุกครึ่งชั่วโมงตอนที่เขาทำงานจะต้องสอดส่อง ส่งข้อความ โทรศัพท์ วิดีโอคอล
นี่เป็นเรื่องที่ทั้งบริษัทรู้กันหมดแล้ว ตอนนี้คนอื่น ๆ ลับหลังก็พากันเรียกเขาว่าพี่นักสอดส่อง
นี่คือโรงงานเล็ก ๆ ที่ทำเสื้อผ้าส่งออก มีพนักงานออฟฟิศไม่กี่คน รวมหัวหน้าและแม่บ้านก็สิบกว่าคน ส่วนแผนกผลิตมีคนเยอะหน่อย ห้าหกสิบคน
ตำแหน่งของฉู่จิ้นหานคือผู้ช่วยฝ่ายการค้าต่างประเทศ ที่โรงงานเรียกว่าผู้ติดตามงาน ไม่เพียงแต่ต้องสื่อสารกับลูกค้า ยังต้องติดตามตั้งแต่การผลิตคำสั่งซื้อจนถึงการจัดส่งสินค้า
ถ้าไม่ใช่เพราะความสามารถทางธุรกิจของเขาแล้วล่ะก็ เหตุการณ์ที่มือถือดังไม่หยุดระหว่างการประชุมบ่อย ๆ หัวหน้าคงไล่เขาออกไปนานแล้ว
เขาหน้าตาดี แถมยังพูดภาษาต่างประเทศได้หลายภาษา ความสามารถทางธุรกิจก็ไม่เลว กลายเป็นเทพบุตรของโรงงานไปแล้ว
ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานหญิงในออฟฟิศที่ชอบเขา พวกผู้หญิงในแผนกผลิตยิ่งมองว่าเขาเป็นเทพบุตรในฝัน
โดยเฉพาะคนที่นั่งข้าง ๆ นี่ ชื่อจีนหูเหยา ชื่ออังกฤษแอนนา ก็เป็นผู้ช่วยเหมือนกัน ไม่รู้ยุแยงตะแคงรั่วไปกี่ครั้งแล้ว
ก็ไม่แปลกที่ซ่งอวิ๋นเฟยจะไม่วางใจ เพราะเธอรู้ฐานะของฉู่จิ้นหาน
ถึงแม้จะความจำเสื่อม แต่ถ้าวางอยู่ท่ามกลางคนธรรมดา ก็เป็นคนที่โดดเด่นกว่านกกระเรียนในฝูงไก่
ถ้าโดนคนอื่นแย่งไปได้ล่ะก็ ประเมินว่าจะโกรธจนผูกคอตายจริง ๆ
หูเหยาได้ยินแบบนี้ สีหน้าอิจฉาแทบจะเก็บไม่อยู่
พูดด้วยน้ำเสียงเปรี้ยวปรี๊ดว่า “แฟนนายนี่มีความสุขเกินไปแล้ว ไม่เหมือนฉัน ตอนคบกับไอ้สารเลวก่อนหน้านี้ ตรงกันข้ามกับนายเลย”
“มันไม่ทำงาน มีแต่ฉันเลี้ยงมัน เลิกงานกลับไปยังต้องทำกับข้าวให้มันกิน สุดท้ายไอ้เวรนี่ยังมีชู้ เฮ้อ”
หูเหยาพูดจบ ก็มองไปที่ผู้ชาย
แต่ผู้ชายไม่ได้ฟังที่เธอพูดเลย เคาะแป้นพิมพ์ดังเปาะแปะ ง่วนอยู่กับการสื่อสารกับลูกค้า
หูเหยามองภาษาอังกฤษเต็มจอคอมพิวเตอร์ของเขา ในใจยิ่งไม่สมดุลเข้าไปใหญ่
สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมเสียจริง ทำไมผู้หญิงดี ๆ ถึงไม่เจอผู้ชายดี ๆ และผู้ชายดี ๆ ก็ไม่เคยเจอผู้หญิงดี ๆ?
หูเหยากลอกตามองไปมา เหมือนจะนึกอะไรได้
“ใช่แล้ว วันนี้เป็นวันเกิดฉัน ตอนเย็นฉันเลี้ยงข้าวทุกคนเอง มาด้วยกันนะ?”
เธอมองฉู่จิ้นหานอย่างมีความหวัง
แต่มือถือฉู่จิ้นหานดังขึ้น ไม่ใช่ซ่งอวิ๋นเฟย แต่เป็นลูกค้า
เขารับสาย แล้วพูดกับหูเหยาว่า “ตอนเย็นต้องไปส่งอาหาร ไม่ว่าง”
พูดจบ เขาก็รับโทรศัพท์ แล้วเดินออกไปข้างนอก
ไม่ไกลออกไป มีเพื่อนร่วมงานหญิงอีกสองคนมองมาที่เธอด้วยสายตาขบขัน หูเหยายิ่งโกรธจนเขี้ยวกระทบกัน
มีคนเคยเห็นฉู่จิ้นหานไปส่งอาหารมาก่อน ตัวเขาเองก็ไม่ได้ปิดบัง
ซ่งอวิ๋นเฟยมักมาที่บริษัท เธอแต่งตัวดูดีมีราคา ใช้มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด
ส่วนฉู่จิ้นหานใส่แต่เสื้อผ้าสองชุดเดิม ๆ มือถือก็เครื่องถูก ๆ พันกว่าหยวน
แฟนเขาไม่ทำงาน เสื้อผ้ากับมือถือนั่น ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าใครซื้อ
ใคร ๆ ก็รู้ว่าเขาหาเงินก็เพื่อให้แฟนใช้ ยิ่งทำให้คนอิจฉาเข้าไปใหญ่
ทางด้านซ่งอวิ๋นเฟย พอซักทุกอย่างในห้องที่ซักได้เสร็จแล้ว ก็สั่งอาหารกลับบ้านให้ตัวเอง
แล้วก็หางานในมือถือ
เธอเรียนออกแบบภายใน แต่เจ้าของร่างเดิมเรียนอีคอมเมิร์ซ มันคนละเรื่องเลย
เอาวุฒิของเจ้าของร่างไปหางานคงยาก
แล้วตอนนี้เธอก็ไม่มีผลงานเด่นอะไร เงินเดือนก็คงไม่สูงมากนัก
ดูไปดูมา ซ่งอวิ๋นเฟยก็กดสมัครตำแหน่งนายหน้าขายอสังหาที่ปักหมุดไว้เลย
นี่เป็นอาชีพที่เล่าลือกันว่าสามปีไม่มีรายได้ แต่ถ้าได้รายได้ทีก็อยู่ได้สามปี และเปิดกว้างด้านวุฒิการศึกษามาก
ถ้าขายบ้านได้สักหลัง เธอก็เก็บกระเป๋าหนีได้เลย
เธอคิดไว้แล้ว ต้องการให้ฉู่จิ้นหานหาเธอไม่เจอ ก็ต้องหนีไปต่างประเทศเท่านั้น
ค่าใช้จ่ายไปต่างประเทศไม่ใช่ถูก ๆ ถ้าไม่มีเงินติดตัวสักหน่อย ก็คงไม่ต่างจากจุดจบตายอย่างน่าอนาถข้างถนนเท่าไรนัก
นอกจากนี้ในหนังสือราคาบ้านยังไม่ตก อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ก็ยังรุ่งเรืองสุดขีด
เธอขายบ้านแถมแบบออกแบบภายในให้ ยังจะขายไม่ออกอีกเหรอ?
เพราะทั้งวันซ่งอวิ๋นเฟยไม่ได้สอดส่อง ตกบ่าย ฉู่จิ้นหานเลิกงานก็กลับห้องเช่า
แต่กลับไม่เห็นเงาซ่งอวิ๋นเฟยที่บ้าน
ที่ระเบียงตากผ้าปูที่นอนกับปลอกผ้านวม แม้แต่ปลอกโซฟาก็ซักแล้ว ในห้องคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นแชมพู
“กลับมาแล้วเหรอ?”
ฉู่จิ้นหานหันไปมอง ซ่งอวิ๋นเฟยกลับมาแล้ว
เธอเกล้าผมมวยสูง ใส่เสื้อยืดสีเหลืองอ่อน ด้านล่างใส่กางเกงขาสั้นยีนส์
ในมือถือถุงข้าวของเต็มสองมือ ร้อนจนเหงื่อท่วมหัว แม้แต่เสื้อยืดตรงหน้าอกก็เปียกชื้นไปหมด
