ฉู่จิ้นหานจ้องหน้าเธอเขม็ง ไม่ได้ยื่นมือไปช่วยอะไร
ซ่งอวิ๋นเฟยถือของเข้าบ้านเองตามอำเภอใจ วางกับข้าวในมือลงบนโต๊ะ แล้วยกมือพัดคลายร้อน
“ข้างนอกร้อนจังเลย” เธอเปิดพัดลม นั่งบนเก้าอี้ตรงหน้าพัดลม ปล่อยให้ลมเป่าร่าง
เมื่อรู้ว่าฉู่จิ้นหานกำลังมองอยู่ เธอจึงเงยหน้ามองกลับ “มองฉันทำไม”
ฉู่จิ้นหานหลบสายตา เหลือบมองกับข้าวบนโต๊ะ เอ่ยปากว่า “อีกเดี๋ยวฉันจะออกไปส่งอาหาร กลับมาทำกับข้าวไม่ทันแล้ว สั่งเดลิเวอรีดีกว่า”
ตอนนี้เป็นช่วงพีคของมื้อเย็น และเป็นเวลาที่คึกคักที่สุดในการส่งอาหาร
ปกติหลังเลิกงานฉู่จิ้นหานจะไปส่งอาหารต่อเลย ไม่กลับบ้านด้วยซ้ำ
ก็แค่มาวันนี้ที่ซ่งอวิ๋นเฟยมีอะไรแปลกๆ เขาถึงแวะกลับมาดูสักหน่อย กลัวเธอแขวนคอตายในห้อง
ซ่งอวิ๋นเฟยก็เพิ่งเข้าใจว่าเขาคิดว่าเธอซื้อกับข้าวพวกนี้มาให้เขาทำกับข้าว
เธอยิ้มเจื่อนๆ “ปกติฉันซื้อมาทำทีหลังอยู่แล้วนะ กะว่าพอคุณส่งอาหารเสร็จกลับมาก็ได้กินพอดี”
“แต่วันนี้คุณกลับมาแล้ว ก็พักสักวันเถอะ ฉันทำกับข้าวเอง”
ซ่งอวิ๋นเฟยรังเกียจอาหารเดลิเวอรีจริงๆ ตอนนี้ฉู่จิ้นหานก็ไม่ทำกับข้าวแล้ว ก็ต้องเธอทำเอง
ฉู่จิ้นหานมองเธอแปลกๆ
ครึ่งปีมานี้ ซ่งอวิ๋นเฟยทำกับข้าวไม่เกินห้าครั้ง มีสามครั้งที่ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ส่วนใหญ่ก็สั่งเดลิเวอรี หรือไม่ก็ฉู่จิ้นหานทำกับข้าว
เขาทำกับข้าวก็แล้วไปเถอะ ยังต้องล้างจานอีก
วันนี้ซ่งอวิ๋นเฟยซื้อกับข้าวมากมาย แล้วยังบอกจะทำกับข้าวเองอีก ก็ไม่แปลกที่เขาจะสงสัยว่าเธอผิดปกติ
ฉู่จิ้นหานไม่ได้พูดอะไร พยักหน้าหนึ่งที นั่งลงบนโซฟา ดูมือถือของตัวเอง
ในห้องนอกจากเสียงพัดลมหมุนแล้ว ก็เงียบจนน่าประหลาด แถมยังเคอะเขินนิดๆ
ซ่งอวิ๋นเฟยชำเลืองมองผู้ชายตรงข้ามแวบหนึ่ง
เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ปกเสื้อเปิด แขนพับขึ้น เผยให้เห็นแขนสีแทน
ก้มหน้า นิ้วเรียวยาวเลื่อนหน้าจอมือถือ
เมื่อก่อนเขาค่อนข้างขาว แต่ตอนนี้เหมือนจะคล้ำขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้เสียบุคลิก กลับดูสุขุมมากขึ้น
หน้าผากเขาก็เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อเล็กๆ แสดงว่าเขาก็ร้อน แต่ดันไม่มายินเป่าพัดลมด้วยกันกับเธอ
ซ่งอวิ๋นเฟยถอนหายใจในใจ
ดูท่าครึ่งปีมานี้ เจ้าของร่างคนเดิมคงทำให้ความรู้สึกผิดในใจเขาแทบจะหมดสิ้นแล้ว
ฉู่จิ้นหานยังดูหุ้นอยู่ แต่เขาไม่มีเงินซื้อ บัตรเงินเดือนอยู่ที่ซ่งอวิ๋นเฟยหมด ซ่งอวิ๋นเฟยก็ไม่ให้เขาเล่นหุ้น
ซ่งอวิ๋นเฟยบอกว่าจะเก็บไว้ซื้อบ้านในอนาคต แต่ความจริงแล้วคุมมือตัวเองไม่ได้เลย ทุกวันว่างๆ ก็เริ่มช้อปออนไลน์
ที่จริงซื้อบ้านก็เป็นข้ออ้างของซ่งอวิ๋นเฟย ด้วยสถานะของฉู่จิ้นหานแล้ว ยังต้องซื้อบ้านอีกเหรอ
เธอก็แค่กลัวว่าฉู่จิ้นหานจะมีเงิน แล้วจะย้อนกลับไปตามที่อยู่ในทะเบียนบ้าน หรือไม่ต้องถึงรายละเอียด แค่กลับไปเมืองไห่ซื่อ ความเป็นไปได้ที่จะถูกจำได้ก็มีถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว
หุ้นสองตัวที่เขาดูอยู่ก็ขึ้นอีกแล้ว ตรงตามที่เขาคาดการณ์ไว้จริงๆ
แต่ตอนกำลังดูอย่างใจจดใจจ่อ จู่ๆ ก็มีลมร้อนๆ พัดมาแวบหนึ่ง
ฉู่จิ้นหานเงยหน้ามอง ถึงพบว่าตรงหน้ามีพัดลมเพิ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
หันไปมองอีกทาง เห็นซ่งอวิ๋นเฟยยองๆ อยู่กับพื้น เสียบปลั๊กพัดลมเข้าเต้ารับบนผนัง
สายตาเขาจับจ้องที่ท้ายทอยก้มต่ำของเธอ ปอยผมนุ่มๆ ติดอยู่ที่ลำคอ เสื้อยืดรัดรูป เผยเอวขาวผ่อง และขอบสีขาวใต้กางเกงยีนส์
ไม่รู้ทำไม ภาพและสัมผัสเมื่อคืนวานก็ผุดขึ้นมาในหัว
ซ่งอวิ๋นเฟยเสียบปลั๊กเสร็จ ก็ลุกขึ้นจากพื้น “เสร็จแล้ว ฉันไปทำกับข้าว เปิดให้คุณ”
พูดจบ เธอก็หันหลังเดินเข้าครัว
ครัวนี้เล็กมาก แถมเรียบง่ายสุดๆ แค่วางท็อปบนสองชั้น ไม่ได้ติดตั้งแก๊สธรรมชาติหรือเครื่องดูดควัน
ทำกับข้าวใช้เตาแก๊สปิคนิก อาศัยหน้าต่างกับพัดลมระบายอากาศขนาดกะละมังบนผนังในการระบายควัน
แต่ว่าหน้าต่างกับพัดลมระบายอากาศก็สะอาดมาก ไม่มีคราบน้ำมันหนาๆ ปรากฏให้เห็น
นี่เป็นฝีมือของฉู่จิ้นหานทั้งนั้น ทุกครั้งที่เขาทำกับข้าวเสร็จ ก็ต้องเอาผ้ามาเช็ดพวกนี้ทั้งหมด
ขนาดซ่งอวิ๋นเฟยคนปัจจุบัน ยังทำใจเช็ดของพวกนี้ทุกวันไม่ได้
หมอนี่คงมีโรคย้ำคิดย้ำทำรึเปล่า
ซ่งอวิ๋นเฟยส่ายหัว เก็บสายตา หยิบกับข้าวออกมาเริ่มล้างทำกับข้าว
ฉู่จิ้นหานมองเงารางๆ บนกระจกฝ้า สีหน้าสงสัยก็ยิ่งชัดขึ้น
ไม่นาน ซ่งอวิ๋นเฟยก็ยกกับข้าวออกมา
สามอย่างหนึ่งซุป พริกหยวกผัดหมูสับ แตงกวาผัดไส้กรอก แล้วก็ยังมีมันฝรั่งเส้นเปรี้ยวเผ็ด และซุปมะเขือเทศใส่ไข่
ไม่จัดว่าอุดมสมบูรณ์ แต่ดูชวนกิน
ซ่งอวิ๋นเฟยดึงกระดาษทิชชู่สองแผ่น เช็ดเหงื่อบนหน้า หันไปบอกฉู่จิ้นหานว่า “กินเร็วเข้า รู้สึกว่ากินเสร็จแล้วค่อยไปส่งอาหารก็ยังทันนะ”
ในความทรงจำของซ่งอวิ๋นเฟย เจ้าของร่างคนเดิมก็ทำกับข้าวเป็น ถึงจะทำได้แค่สองสามอย่างอาหารบ้านๆ
ตอนนี้เธอทำก็เป็นอาหารบ้านๆ เหมือนกัน คงไม่โป๊ะหรอกมั้ง
ซ่งอวิ๋นเฟยตอนนี้ก็ยังกลัวว่าจะเผยตัวเองไม่ใช่เจ้าของร่างอยู่บ้าง
ฉู่จิ้นหานไม่มีใจให้เจ้าของร่างเดิมตั้งแต่แรก มีแค่ความรู้สึกผิด หากรู้ว่าเธอไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม ความรู้สึกผิดนิดนั้นก็คงจะหมดไปด้วย
ถ้าเขาแค่เดินจากไปก็ดีไปสิ กลัวแต่ว่าเขาจะจับเธอไปชำแหละวิจัย แก้แค้นให้เจ้าของร่างเดิม
ยิ่งกลัวว่าเขาจะจากไป แล้วฟื้นความทรงจำก่อนเวลา ถึงตอนนั้นจับเธอเข้าคุกไปเลย เพราะโดนเขาหลอกมาเจ็บปวดขนาดนี้ เขาคงไม่สนอะไรแล้ว ขอแค่ได้แก้แค้น ไม่สนว่าเธอเป็นใคร
ฉู่จิ้นหานเงียบไปครู่หนึ่ง หยิบถ้วยตะเกียบบนโต๊ะขึ้นมา
ซ่งอวิ๋นเฟยก็หยิบถ้วยตะเกียบกินบ้าง วิ่งวุ่นมาทั้งบ่าย หิวจะแย่แล้ว
เมื่อเช้าเธอเพิ่งส่งเรซูเม่ไป บ่ายนี้ก็โทรศัพท์มาให้ไปสัมภาษณ์ เธอก็เลยไปสัมภาษณ์งานมาตอนบ่ายนี่เอง
นึกได้ ก็เงยหน้ามองฉู่จิ้นหาน “จริงสิ บ่ายนี้ฉันไปหางานมา พรุ่งนี้ฉันก็จะไปทำงานแล้ว”
ฉู่จิ้นหานชะงักอีกครั้ง มองเธออย่างประหลาดใจ “จู่ๆ จะไปทำงานได้ยังไง”
ซ่งอวิ๋นเฟยว่า “อยู่บ้านว่างเกินไป ทุกวันกินแล้วนอน นอนแล้วกิน ดูสิ ฉันอ้วนแล้วนะ”
เธอยืดอกตรง แล้วเอามือลูบท้องตัวเอง
ฉู่จิ้นหานก้มมองหน้าท้องเธอ แต่สายตากลับเผลอเลื่อนไปที่ขาขาวเนียนทั้งสองข้างของเธอ
พอล้างเนื้อล้างตัวจนสะอาดแล้ว ความรู้สึกว่าเธอสกปรกก่อนหน้านี้ก็หายไปอย่างไม่รู้ตัว
ฉู่จิ้นหานดูแค่สองแวบ ตอบส่งๆ ว่า “ไม่อ้วน”
เมื่อเห็นท่าทีส่งๆ ของเขา ซ่งอวิ๋นเฟยก็นึกอะไรขึ้นมาได้
ก่อนหน้านี้เจ้าของร่างเดิมก็เคยถามเขาว่าอ้วนไหม เขาพูดตรงๆ เจ้าของร่างก็จะเปลี่ยนสีหน้าทันที ถามกลับว่าเขาเริ่มรังเกียจที่เธออ้วนแล้วใช่ไหม
ซ่งอวิ๋นเฟยถอนหายใจ กินต่อไป
สักพัก เธอก็อดถามไม่ได้ว่า “กับข้าวที่ฉันทำรสชาติเป็นไง”
ฉู่จิ้นหาน: “ดีมาก”
ยังเป็นน้ำเสียงส่งๆ เหมือนเดิม ซ่งอวิ๋นเฟยเลยหุบปากไปด้วย ขี้เกียจถามต่อให้เสียเวลา
เย็นชาขนาดนี้ มิน่าล่ะเจ้าของร่างเดิมถึงได้ควบคุมเขาแน่นขึ้นทุกที
ด้านหนึ่งก็กลัวเขาจะถูกคนอื่นแย่งไป อีกด้านก็กลัวเขาฟื้นความทรงจำ ต้องระแวงทุกวัน ไม่เป็นบ้าก็นับว่าปาฏิหาริย์แล้ว
แน่นอน ส่วนหนึ่งก็สมควรแล้ว ใครใช้ให้หลอกคนมาถึงนี่ ถ้าไม่หลอกก็ไม่มีเรื่องพวกนี้
กินข้าวเสร็จ ฉู่จิ้นหานก็เก็บกวาดถ้วยตะเกียบไปล้างอย่างคล่องแคล่ว
ซ่งอวิ๋นเฟยอดทึ่งไม่ได้ ดูสิคนอื่นเขาสำนึกตัวขนาดไหน ดูเจ้าซ่งอวิ๋นเฟยคนเดิมอีกทีสิ
หมามองแล้วยังส่ายหัวเลย
