“ฉินสวี่! นายก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีกแล้ว!”
เฉินเว่ย์กั๋วมองฉินสวี่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่รู้สำนึก ก็ปวดหัวจนขมวดคิ้วแน่น
“ผู้กำกับ อย่าเพิ่งโมโหสิครับ” ฉินสวี่ยักไหล่ สีหน้าไร้เดียงสา “ผมก็ทำเพื่อรายการทั้งนั้นไม่ใช่เหรอครับ?”
“เพื่อรายการบ้าอะไร!” เฉินเว่ย์กั๋วฟาดตารางกำหนดการในมือลงบนโต๊ะ “เวลาประเมินเป็นสิ่งที่ทีมงานกำหนดร่วมกัน ผูกกับทั้งความคืบหน้าการถ่ายทำและตารางงานของเมนเทอร์คนอื่น ๆ! นายอยากเลื่อนก็เลื่อนงั้นเหรอ ตกลงใครเป็นผู้กำกับกันแน่ นายหรือฉัน?”
“แน่นอนว่าคุณเป็นผู้กำกับครับ แต่ลองคิดให้ดีสิครับ” ฉินสวี่ลากเก้าอี้มานั่งอย่างไม่รีบร้อน ท่าทางสบาย ๆ แต่น้ำเสียงจริงจังอยู่หลายส่วน “สิ่งที่รายการเราขาดที่สุดคืออะไรครับ? กระแสไง ถ้าทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอน แล้วกระแสจะมาจากไหนล่ะครับ?”
เขาเงยหน้าขึ้นมองเฉินเว่ย์กั๋วตรง ๆ “เราลองเพิ่มระบบประเมินก่อนเวลาเข้าไป มีคนเข้าประเมินก่อน ถ้าทำได้ดีก็เอาไปเปรียบเทียบกับเทรนนี่ที่เข้าประเมินทีหลัง ถ้าทำได้ไม่ดี นั่นก็เป็นประเด็นเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ? ผู้ชมชอบดูเรื่องพลิกผันกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเซอร์ไพรส์หรือพลาดท่า ก็เรียกกระแสได้ทั้งนั้น”
เฉินเว่ย์กั๋วขมวดคิ้ว ไม่ได้ตอบอะไร เห็นได้ชัดว่าคำพูดนั้นทำให้เขาคล้อยตามไปบ้าง แต่สีหน้ายังคงแสดงความไม่เต็มใจอย่างชัดเจน
“อีกอย่าง ความเสี่ยงทั้งหมดก็ตกอยู่กับเทรนนี่เองครับ” ฉินสวี่เติมเชื้อไฟต่อ “อยากเสี่ยงก็ลองเสี่ยง ไม่อยากก็รอพรุ่งนี้ ทีมงานไม่ได้เสียอะไรเลย แถมยังได้ประเด็นเพิ่มมาอีกระลอก คุณว่าแบบนี้คุ้มหรือเปล่าครับ?”
เฉินเว่ย์กั๋วจ้องเขาอยู่นาน ก่อนจะส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่สบอารมณ์ “ปากนายเนี่ย พูดโกหกได้เหมือนพูดเรื่องจริงเลยนะ”
