เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งรู้หลังจากถูกพากลับมาจวนจงเฉิงได้ไม่นานว่า ท่านย่ากับมารดาเอกปิดบังอีเหนียงเชี่ย แล้วพานางกับมารดากลับมา
เวลานั้นบิดาต้องเดินทางไปราชการต่างถิ่น มารดาเอกจึงตั้งใจจัดให้อีเหนียงเชี่ยติดตามไปดูแลเรื่องอาหารการกินและความเป็นอยู่ของบิดา ครั้นอีเหนียงเชี่ยกลับถึงจวน เจียงเสวี่ยหนิงก็ถูกขังอยู่ในเรือนอวี้หลานเพื่อเรียนรู้กฎระเบียบแล้ว
อีเหนียงเชี่ยเคยคิดจะมาหาเรื่องนางกับมารดาที่เรือนอวี้หลานหลายครั้ง แต่ล้วนถูกชุนหลานกับเซี่ยม่อสกัดกั้นกลับไป
เจียงเสวี่ยหนิงย่อมไม่ได้พบหน้านาง ได้ยินเพียงเสียงนางด่าทอตนอยู่ด้านนอกกำแพงเรือน
แต่เจียงเสวี่ยหนิงทำราวกับไม่ได้ยิน นางตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเรียนรู้จากอาจารย์หญิงให้มากเข้า ไม่ว่าอาจารย์หญิงจะสอนนางด้วยจุดประสงค์ใด อย่างไรเสียการเรียนรู้ให้มากย่อมไม่ผิด
วันนี้ท่านย่าเรียกนางมาที่ตำหนักหลิงชุนเพื่อทดสอบผลการเรียน คิดว่าอีเหนียงเชี่ยคงได้ข่าวตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมารอนางอยู่ที่นี่แต่เช้า
เจียงเสวี่ยหนิงก้าวเข้าไปคำนับท่านย่ากับมารดาเอกด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยน จากนั้นจึงค้อมกายคำนับมารดาผู้ให้กำเนิดอย่างแซ่ซูเล็กน้อย ส่วนอีเหนียงเชี่ยนั้นนางกลับทำเป็นมองไม่เห็น
เสียงหัวเราะเย็นชาของอีเหนียงเชี่ยดังข้างหู “หึ อาศัยว่าตนกำลังจะแต่งเข้าจวนโหวเป็นภรรยาท่านชายใหญ่ ก็เลยไม่เห็นผู้อาวุโสอยู่ในสายตาแล้วหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงเรียนกับอาจารย์หญิงมาสามเดือน แต่ก็ยังไม่รู้จักเสแสร้งคล้อยตามผู้คน ครั้นได้ยินคำเย้ยหยันของอีเหนียงเชี่ย นางก็หันไปมองอีกฝ่าย แววตากระจ่างใสดุจสายน้ำในฤดูสารทกลับแฝงความเย็นชา “คำพูดของอีเหนียงเชี่ยไม่ถูกต้อง ข้าเคารพผู้อาวุโสมาตลอด เพียงแต่ท่านไม่คู่ควรเท่านั้น”
ใบหน้าของอีเหนียงเชี่ยที่ยิ้มแต่ไม่ยิ้มพลันแข็งค้าง เห็นได้ชัดว่านางคาดไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะกล้าโต้ตอบตนตรง ๆ ความโกรธยิ่งปะทุขึ้นจนเผลอพูดจาไม่เลือกคำ “เจ้ากล้าพูดกับข้าเช่นนี้หรือ? อย่าคิดว่าเป็นบุตรีเอกแล้วได้แต่งกับท่านชายใหญ่แห่งจวนโหวแล้วจะยิ่งใหญ่คับฟ้า ด้วยกิริยาวาจาหยาบช้าเช่นเจ้า อีกทั้งชาติกำเนิดที่ไม่ถูกต้อง วันหน้าจวนโหวต้องรังเกียจเจ้าแน่…”
ใครจะรู้ว่าเมื่อเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินคำพูดนั้น นางกลับไม่โกรธ ทั้งยังทวนคำของอีกฝ่ายซ้ำ ก่อนหันไปกล่าวกับท่านย่าที่นั่งอยู่เบื้องบนว่า “ท่านย่า อีเหนียงเชี่ยพูดถูก ข้ามีกิริยาวาจาหยาบช้า เติบโตมาในชนบท ไม่ใช่บุตรีเอกที่แท้จริง วันหน้าย่อมถูกจวนโหวรังเกียจ เช่นนั้นข้าก็ไม่แต่งกับท่านชายใหญ่เชินแล้ว ขอท่านย่าเลือกคนอื่นเถิด!”
สองประโยคสุดท้ายทำให้ผู้คนที่นั่งอยู่ต่างสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
กำหนดแต่งงานอยู่ในอีกสามวัน หากนางมาล้มเลิกเอาตอนนี้ จะไปหาคนที่เหมาะสมจากที่ใดได้อีก?
ท่านย่าถลึงตาใส่อีเหนียงเชี่ยอย่างเกรี้ยวกราด ก่อนปลอบเจียงเสวี่ยหนิงว่า “อย่าไปฟังนางพูดจาเหลวไหล เมื่อบันทึกชื่อเจ้าลงในทำเนียบตระกูลแล้ว เจ้าก็คือบุตรีเอกของจวนนี้ จะมีชาติกำเนิดไม่ถูกต้องได้อย่างไร? ภายหน้าเมื่อแต่งเข้าจวนโหวแล้ว จงระมัดระวังคำพูดและกิริยา ย่อมไม่มีผู้ใดกล้ารังเกียจเจ้า…”
นานทีท่านย่าจะลดท่าทีลงมาปลอบหลานรุ่นเยาว์ หากเป็นผู้อื่นคงรับคำแล้วลงตามบันไดไปเสียแล้ว ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่ยินยอม ยังคงส่ายหน้าบอกว่าไม่แต่ง “ท่านย่า อีเหนียงเชี่ยอาฆาตแค้นข้า หากข้าแต่งออกไป นางย่อมพาลโกรธอีเหนียงของข้า อีเหนียงของข้าอ่อนโยนใจดี ไม่ใช่คู่มือของนาง หากข้าจากไป ชีวิตของอีเหนียงในจวนคงยิ่งลำบาก ข้าจึงแต่งไม่ได้”
“เจ้าเด็กสารเลว…” อีเหนียงเชี่ยได้ยินเช่นนั้นก็โกรธจนหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม เจ้าเด็กนี่พูดว่าแซ่ซูอ่อนโยนใจดี มิใช่กำลังด่าว่านางดุร้ายชั่วช้าทางอ้อมหรอกหรือ?
“หุบปาก!” ท่านย่าตวาด
อีเหนียงเชี่ยโกรธแต่ไม่กล้าพูด ได้แต่จำใจหุบปาก
ท่านย่าข่มเพลิงโทสะในใจ อดทนกล่าวกับเจียงเสวี่ยหนิงว่า “แซ่ซูเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดเจ้า ข้าย่อมดูแลนางให้มากสักหน่อย มีข้าอยู่ ไม่มีผู้ใดกล้ารังแกนาง เจ้าวางใจเถิด…”
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงไม่หวั่นไหว “ท่านย่า ข้าวางใจไม่ได้”
เมื่อท่านย่าเห็นว่านางไม่ไว้หน้าแม้แต่ตน โทสะก็พลันผุดขึ้น น้ำเสียงเจือความขุ่นเคืองและรำคาญใจ “เช่นนั้นเจ้าอยากทำอย่างไร?”
เจียงเสวี่ยหนิงรอให้นางถามประโยคนี้อยู่พอดี
นางเงยหน้าขึ้น สบตาท่านย่าแล้วกล่าวทีละคำว่า “ข้าต้องการหนังสือปลดปล่อยนางรองของอีเหนียงข้า”
ในเมื่อเรื่องที่นางจะแต่งเข้าจวนโหวเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว อย่างน้อยนางก็ต้องใช้เรื่องนี้แลกกับบางสิ่ง
นางกับมารดาพึ่งพาอาศัยกันมาหลายปี บัดนี้นางกำลังจะแต่งออกไป สิ่งที่ห่วงที่สุดก็คือมารดา อีเหนียงเชี่ยอาฆาตแค้นพวกนางแม่ลูกมานานเพราะความเจ็บปวดจากการสูญเสียบุตร แม้ท่านย่าจะรับปากว่าจะดูแลมารดาในภายหน้า แต่ก็รับประกันไม่ได้ว่ามารดาจะปลอดภัยไร้กังวล
วิธีที่ดีที่สุดที่จะปกป้องมารดาได้ ก็คือพามารดาออกไปจากที่นี่
“เจ้า… ดี ดีจริง…” ท่านย่าไม่คาดคิดเลยว่านางจะยื่นข้อเรียกร้องเช่นนี้
ก่อนหน้านี้เห็นนางเงียบขรึมไม่พูดไม่จา จึงคิดว่าเป็นคนหัวอ่อน ใครจะคิดว่านางจะมีแผนการในใจ
นางคิดไว้ล่วงหน้าแล้ว อดทนจนถึงตอนนี้ค่อยพูดออกมา ก็เพราะมั่นใจว่าตนไม่อาจปฏิเสธนางได้
ท่านย่าเจียงมีชีวิตมาจนป่านนี้ วันนี้กลับถูกเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ควบคุมเสียได้ ความอัดอั้นตันใจติดค้างอยู่ในอก กลืนไม่ลงคายไม่ออก นางลูบอกอยู่เนิ่นนานกว่าจะเอ่ยปากได้
“แซ่ซู เจ้าเห็นว่าอย่างไร?”
แซ่ซูลุกขึ้น เดินไปยืนข้างบุตรี สีหน้าดูหวาดหวั่นอยู่บ้าง แต่แววตากลับแน่วแน่ “ในเมื่อหนิงเอ๋อร์ถูกย้ายชื่อไปอยู่ใต้บัญชีของฮูหยินแล้ว ข้าก็ไม่มีเหตุผลต้องอยู่ในจวนอีก ขอฮูหยินผู้เฒ่าโปรดเมตตา ปล่อยให้ข้าออกไปเถิด…”
แซ่ซูเพิ่งรู้ความคิดของบุตรีเมื่อคืนนี้เอง
เมื่อคืนบุตรีถามนางว่า ยังยินดีอยู่ในจวนเพื่อรับใช้บิดาหรือไม่
แซ่ซูจึงบอกความจริงกับบุตรีว่า “ปีนั้นเจ้าเผลอทำให้แซ่เชี่ยแท้ง นางโวยวายจะให้เจ้าชดใช้ด้วยชีวิต บิดาของเจ้ารู้อยู่เต็มอกว่านางเป็นฝ่ายผิดก่อน แต่กลับไม่ยอมปกป้องเจ้า คนไร้เยื่อใยเช่นนั้น แค่เห็นหน้า ข้าก็รู้สึกรังเกียจแล้ว…”
บุตรีกุมมือนางไว้ “เช่นนั้นพรุ่งนี้ ข้าจะช่วยทวงหนังสือปลดปล่อยนางรองมาให้ท่าน”
จึงเกิดเรื่องราวในวันนี้ขึ้น
แม่ลูกมีใจตรงกัน บุตรีช่วยชิงอิสรภาพให้นาง นางย่อมไม่อาจฉุดรั้งบุตรีไว้ได้เช่นกัน
ท่านย่าไม่อยากปล่อยให้แซ่ซูจากไป แซ่ซูเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดเจียงเสวี่ยหนิง ขอเพียงรั้งนางไว้ในจวน ต่อให้เจียงเสวี่ยหนิงได้เป็นภรรยาท่านชายใหญ่แห่งจวนโหวแล้ว ก็ยังหนีไม่พ้นเงื้อมมือของจวนจงเฉิง
แต่หากตอนนี้ไม่ยอมปล่อยแซ่ซู เจียงเสวี่ยหนิงก็จะไม่แต่งเข้าจวนโหว
ต่อให้ฝืนส่งนางไปแต่งงาน ก็ไม่แน่ว่านางจะก่อเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นมา
ช่างเถิด ยอมตามนางไปก่อน แล้วค่อยคิดหาวิธีอื่นควบคุมนางทีหลัง
แต่หนังสือปลดปล่อยนางรองนี้ต้องให้บิดาของเจียงเสวี่ยหนิงเป็นผู้เขียน ท่านย่าจึงมอบเรื่องนี้ให้โจวซื่อ ลูกสะใภ้แห่งเรือนใหญ่จัดการ
โจวซื่อพยักหน้ารับปาก แล้วได้ยินเจียงเสวี่ยหนิงกล่าวกับตนว่า “รบกวนมารดาแบ่งเงินสามพันตำลึงให้อีเหนียงของข้าอีกด้วย…”
สามพันตำลึงหรือ?
โจวซื่อเบิกตากว้างเล็กน้อย เด็กสาวคนนี้กล้าเรียกจริง ๆ รู้หรือไม่ว่าครอบครัวสามัญชนใช้จ่ายตลอดปีเพียงสามสิบถึงห้าสิบตำลึง เงินสามพันตำลึงที่นางเรียกนั้นเพียงพอให้ครอบครัวสามัญชนกินดีอยู่ดีไปตลอดชีวิตแล้ว
“หนิงเอ๋อร์” โจวซื่อขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ แววตาแฝงคำเตือน “ได้คืบอย่าเอาศอก อย่าได้ทำเกินไปนัก”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นมารดาเอกไม่ยอมให้ จึงหันไปมองท่านย่าอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นสงบนิ่งดุจสายน้ำ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว “ท่านย่า ข้าขอสิ่งเหล่านี้มากเกินไปหรือ?”
