เพลงนี้เหมือนจะไม่ธรรมดาแฮะ!
จางเสวียเอ๋อร์เริ่มต้นจากการเรียบเรียงดนตรี เพลงที่เธอเคยเรียบเรียงมีไม่ต่ำกว่าหลายร้อยเพลง
ยังไม่ต้องพูดถึงความคิดและอารมณ์ที่สื่อออกมา
แค่กวาดตามองคร่าว ๆ
เธอก็ดูออกแล้วว่าเพลงนี้เขียนได้ไม่มีที่ติ
โน้ตประจุด จังหวะหยุด การเปลี่ยนจังหวะหนักเบา...
มีครบทุกอย่างที่ควรมี
เพลงแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่มือใหม่จะเขียนออกมาได้แน่
“เสี่ยวซู นายจ้างคนนอกมาแต่งให้เหรอ?”
นอกจากเหตุผลนี้แล้ว จางเสวียเอ๋อร์ก็นึกเหตุผลอื่นไม่ออก
“ไป ๆ เลิกพูดเลย”
ซูยวนหัวเราะเจื่อน ๆ “เด็กจน ๆ อย่างฉันที่มีกินบ้างไม่มีกินบ้าง จะไปจ้างคนนอกไหวได้ยังไง?”
“อย่าบอกนะว่านี่นายแต่งเองจริง ๆ!”
จางเสวียเอ๋อร์จ้องซูยวน
เธออยากเห็นแววพิรุธจากดวงตาของเขาสักนิด
แต่กลับไม่มีเลย
“จริง ๆ แล้วฉันลอกเพลงคนอื่นมา” ซูยวนพูดความจริงด้วยท่าทีเปิดเผย
แต่กลับยิ่งทำให้จางเสวียเอ๋อร์ไม่เชื่อ
เพราะจากประสบการณ์ของเธอ เพลงนี้ไม่มีทางมีอยู่ในตลาดแน่!
เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำ!
ทุกคนพากันเข้ามามุง ต่างแย่งกันดูต้นฉบับเพลงในมือซุนเฉียง
ยิ่งดูก็ยิ่งงง ยิ่งดูก็ยิ่งตะลึง
“โห เพลงนี้เจ๋งไม่เบาเลย!”
“ดูสิ ตอนจบของท่อนร้องหลักส่วนใหญ่ลงที่โน้ตสอง สาม ห้า แล้วทำนองก็ค่อย ๆ ไล่ต่ำลง”
“นี่มันอะไรเนี่ย สร้างบรรยากาศคดเคี้ยว สงสัย และลังเลได้สมบูรณ์แบบเลย!”
“แล้วนี่อีก พวกนายสังเกตไหมว่าเพลงนี้แทบไม่มีการกระโดดข้ามโน้ตใหญ่ ๆ เลย แต่ใช้โน้ตข้างเคียงเชื่อมต่อกันทั้งหมด”
“เหมือนภาษาพูดเลย ให้ความรู้สึกเศร้าแบบเก็บงำไว้”
“ถึงฉันจะยังไม่เคยดูเนื้อเรื่อง แต่ฟังเพลงนี้ก็พอเดาแนวทางของซีรีส์เรื่องนี้ได้แล้ว พวกนายว่าแปลกไหมล่ะ!”
“...”
ทุกคนยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้น เกือบจะถกเถียงกันจนหน้าแดง
“ยังมีอีก! ยังมีอีก!”
“ดูเนื้อเพลงนี่สิ เขียนได้ไพเราะเหมือนบทกวีเลย!”
มีคนสังเกตเห็นเนื้อเพลงที่ซูยวนเขียนไว้
“สายลมจากภูเขาพัดผ่านข้างหู เส้นทางนี้คดเคี้ยวเหลือเกิน...”
“...”
“เคยหุนหันในวัยเยาว์ เคยสับสนจนทำอะไรไม่ถูก แต่มีเธอ มีฉัน~”
“...”
“รักษาสัญญาในวันนี้ไว้ สักวันจะได้เดินเคียงข้างเธออีกครั้ง~”
“...”
เนื้อเพลงดำเนินจากช่วงต้นที่ยังคลุมเครือไม่แน่ชัด ก่อนจะคลี่คลายกลับมาลงที่โน้ตหลักอย่างครบถ้วนในช่วงท้าย
ภาพรวมถ่ายทอดความรู้สึกของการผ่านความยากลำบากมา แล้วได้รับทั้งความเคียงข้างและความหวังในที่สุด
อารมณ์เข้มข้นหลากหลายอย่างยิ่ง
ทุกคนถึงกับอึ้งไปหมด
เดี๋ยวนะ นายแต่งเป็นจริง ๆ เหรอ?
เมื่อกี้พวกเขายังคิดว่าซูยวนแค่พูดเล่น ใครจะไปรู้ว่า...
พอเขาลงมือ ก็ทำเอาทุกคนตะลึงกันขนาดนี้!
“พวกนายว่า...”
จางเสวียเอ๋อร์กลืนน้ำลาย ก่อนจะหันไปถามทุกคน “ถ้าร้องออกมาจะเป็นยังไง?”
“ให้ซูยวนเข้าไปลองร้องในห้องอัดก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่! ร้องสักเพลงสิ!”
“ต้องร้องแล้วล่ะ!”
คำพูดเดียวจุดกระแสฮือฮาขึ้นมาทันที
ทุกคนกรูกันเข้ามา ดันซูยวนไปทางห้องอัด
ตอนนี้พวกเขาอยากรู้จริง ๆ
ว่าเพลงนี้ถ้าร้องออกมาแล้วจะถ่ายทอดอารมณ์แบบไหน
“เดี๋ยวสิ มีใครบอกฉันได้ไหมว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”
ในที่สุดซุนเฉียงก็ได้สติกลับมา
จนถึงตอนนี้เขาก็ยังทำใจยอมรับความจริงไม่ได้
ซูยวนแต่งเพลงดี ๆ ออกมาได้จริงเหรอ?
เพิ่งผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงเอง ประสิทธิภาพบ้าบอเกินไปแล้วมั้ง?
หรือก่อนหน้านี้หมอนี่แกล้งทำเป็นไม่เก่งมาตลอด?
ที่สำคัญกว่านั้นคือ...
“ถ้าจะร้องเพลง มันควรเป็นหน้าที่ฉันไม่ใช่เหรอ? ซูยวนร้องเพลงเพี้ยนจะตาย!”
ไม่มีใครได้ยินคำประท้วงของซุนเฉียง
เขาจึงได้แต่รีบตามเข้าไปในห้องอัด
...
ในเวลาเดียวกัน
ทางเดินในบริษัท
หญิงสาวในชุดทำงานคนหนึ่งผลักประตูห้องทำงานเข้าไป
ใบหน้าที่งดงามและบุคลิกเย็นชาเป็นสง่าของเธอดึงดูดสายตาทุกคนทันที
“คุณเล้ง!”
“คุณเล้ง!”
เธอคือเล้งชิงหว่าน ประธานบริษัทดนตรีชิงหว่าน
“ทำงานกันต่อเถอะ ฉันจะไปตรวจความคืบหน้าของแต่ละสตูดิโอหน่อย”
เล้งชิงหว่านพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก
ทุกคนถึงได้ผ่อนลมหายใจยาว แล้วแยกย้ายไปทำงานของตัวเอง
ถึงคุณเล้งจะดูสวยก็จริง
แต่เธอบริหารจัดการทุกเรื่องในบริษัทอย่างเข้มงวดมาก
มีจุดไหนทำได้ไม่ดี เธอก็จับได้และชี้ออกมาได้ทันที
“คุณเล้ง ผลไม่ค่อยน่าพอใจค่ะ”
เลขานุการสาวเดินเข้ามา ส่ายหน้าอย่างผิดหวัง “เมื่อกี้ฉันไปดูแต่ละสตูดิโอมาแล้วค่ะ”
“ความคืบหน้าของส่วนใหญ่ล่าช้ามาก”
“บางสตูดิโอยังแบ่งงานกันอยู่เลยค่ะ”
“อย่างนั้นเหรอ”
แววตาของเล้งชิงหว่านไม่เปลี่ยนแปลง แต่คนที่รู้จักเธอดีต่างก็เข้าใจ
ตอนนี้คุณเล้งคงผิดหวังสุด ๆ
บริษัทรับงานก้อนใหญ่หลายชิ้นมอบให้แต่ละทีมทำพร้อมกัน ก็เพราะกำหนดส่งกระชั้นชิดทั้งนั้น
แต่ความคืบหน้าในตอนนี้ช้าเกินไปจริง ๆ
งานล็อตก่อนยังทำไม่เสร็จ งานล็อตใหม่ก็ตามมาแล้ว
ปล่อยไว้อย่างนี้นานเข้า ลูกค้าคงหายไปไม่น้อยแน่
เล้งชิงหว่านรู้ดีว่าบริษัทดนตรีชิงหว่านไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่สื่อพูดกัน
ถ้างานที่เข้ามาลดลง บริษัทคงต้องเจอวิกฤตแน่
“ดูครบทุกที่หรือยัง?”
เล้งชิงหว่านยังแอบหวังอยู่นิด ๆ ว่าอาจมีสตูดิโอไหนทำงานได้เร็วเป็นพิเศษ จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระให้เธอบ้าง
เลขานุการสาวส่ายหน้า
จู่ ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงพูดว่า “อ้อ ยังไม่ได้ไปดูห้องทำงานของซุนเฉียงจากทีมสามค่ะ แล้วก็ยังไม่ได้ดูของเด็กฝึกงานอีกคนด้วย”
“เด็กฝึกงาน?”
เล้งชิงหว่านชะงัก “บริษัทเรามีเด็กฝึกงานด้วยเหรอ?”
“ก็ซูยวนไงคะ คนที่คุณเคยบอกว่าให้เก็บไว้ก่อน แล้วค่อยส่งงานให้ทดสอบฝีมือ” เลขานุการเตือนความจำ
เล้งชิงหว่านขมวดคิ้ว
มีคนนี้อยู่ด้วยเหรอ?
เหมือนจะมี เธอแทบลืมไปแล้ว
“ไปดูกันเถอะ”
เล้งชิงหว่านไม่อยากคิดมาก “หลัก ๆ คือไปดูความคืบหน้าของทีมสาม”
ส่วนเด็กฝึกงานน่ะหรือ
เด็กฝึกงานคนหนึ่งจะมีข่าวดีอะไรได้กัน?
เมื่อเล้งชิงหว่านมาถึงหน้าทีมสาม ประตูกลับเปิดทิ้งไว้ ข้างในไม่มีใครอยู่เลย
เธอขมวดคิ้ว ก่อนจะเดินเข้าไปด้วยรองเท้าส้นสูง
เสียงดนตรีประกอบแว่วมาแต่ไกลจากทางห้องอัด
มีคนกำลังอัดเพลงอยู่เหรอ?
เล้งชิงหว่านคิดในใจ ขอแค่อย่ามัวอู้งานก็พอ ว่าแต่ทีมสามทำงานเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?
ถึงขั้นเข้าไปอัดเสียงแล้ว?
เลขานุการสาวเองก็ประหลาดใจ กำลังจะผลักประตูห้องอัดเข้าไป แต่เล้งชิงหว่านยกมือห้ามไว้
เพราะหลังท่วงทำนองไพเราะจบลง
เสียงผู้ชายทุ้มต่ำก็ค่อย ๆ ดังออกมา
“สายลมจากภูเขาพัดผ่านข้างหู เส้นทางนี้คดเคี้ยวเหลือเกิน”
“เหนือศีรษะ ดาวพร่างพราวระยิบระยับ เธอกำลังอธิษฐานและเอ่ยบอกความในใจ”
นุ่มนวล
ถ่ายทอดเรื่องราวอย่างเนิบช้า
ราวกับกำลังบอกเล่าความในใจออกมาจริง ๆ
“นี่...”
ดวงตาคู่สวยของเล้งชิงหว่านเบิกกว้าง เสียงนี้ราวกับมีมนตร์สะกด
พาคนฟังดำดิ่งเข้าไปในอารมณ์ของเพลงได้ทันที
“อารมณ์มาเต็มมากเลยนะคะเนี่ย?”
เลขานุการสาวเลื่อนแว่นกรอบทองขึ้นอย่างเหม่อลอย ปิดบังความตะลึงไว้ไม่มิด
บริษัทดนตรีชิงหว่านมีเสียงร้องไพเราะขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
เนื้อเพลงยังคงดำเนินต่อไป
ราวกับพาความอาลัยอาวรณ์ยามต้องสูญเสียบางสิ่งเข้ามาด้วย
คล้ายการจากลา แต่ก็คล้ายความหวัง
“ดาวตกดวงหนึ่งร่วงหล่นอยู่เบื้องหน้า จนฉันเริ่มสงสัยในความมุ่งมั่นแต่แรก”
“อย่าถอย...”
“โอ โอ โอ โอ โอ~”
เสียงร้องของชายหนุ่มเปลี่ยนแปลงไปตามท่วงทำนอง
เมื่อระดับเสียงเปลี่ยน อารมณ์ที่เก็บกดไว้ก็พรั่งพรูออกมา
มือเรียวของเล้งชิงหว่านกำแน่นเข้าหากัน ลมหายใจเริ่มกระชั้นเล็กน้อย
จากนั้น
เสียงเพลงของชายหนุ่มก็ราวกับพาผู้ฟังย้อนกลับไปในความทรงจำ
“เคยหุนหันในวัยเยาว์ เคยสับสนจนทำอะไรไม่ถูก~”
“มีเธอ มีฉัน~”
...
“เพราะมากเลย!”
เลขานุการสาวยกมือปิดปากด้วยความตกใจ อยากส่งเสียงออกมา แต่ก็กลัวจะรบกวนเล้งชิงหว่าน
เธอทำได้เพียงกลั้นความสั่นสะเทือนในใจไว้อย่างสุดกำลัง
เพลงนี้มีพลังเหลือเกิน
ความทรงจำถาโถมเข้ามาเต็ม ๆ นี่มันอะไรกันเนี่ย?
ทั้งที่เธอไม่มีอะไรให้คิดถึงสักหน่อย
แถมยังไม่เห็นหน้าคนร้องด้วยซ้ำ
ทำไมถึงตกหลุมรักเข้าแล้วล่ะ?
ในตอนนั้นเอง
อารมณ์ของบทเพลงก็พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน เปี่ยมด้วยความหวังและความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อไปโดยไม่หวั่นไหว
“ในใจเชื่อมั่นในแสงสว่าง จูงมือกันก้าวพ้นโคลนตม~”
“ตลอดเส้นทางนี้ เราจะเดินเคียงข้างกัน~”
“...”
“สบตากันและกัน~”
“รักษาสัญญาในวันนี้ไว้~”
“สักวันจะได้เดินเคียงข้างเธอ ณ ที่แห่งนี้~”
“สักวันจะเดินไปกับเจ้า~”
“เดินไปกับเธอ~”
เมื่อทำนองวนซ้ำไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มค่อย ๆ ผ่อนลง ความเศร้าคลี่คลาย และกลับคืนสู่ความอบอุ่นมั่นคง
เมื่อเพลงจบลง
ทั้งห้องเงียบสนิท
