สิบนาทีต่อมา
เล้งชิงหว่านเงียบไปอีกครั้ง
เธอไม่เคยคิดเลยว่า《เทพศาสตรากุมาร》จะมาในแนวทางที่ต่างออกไป
เมื่อเทียบกับ《จูจูเสีย》
ไม่เพียงเนื้อเรื่องจะแตกต่างกันคนละขั้ว แม้แต่ภาพก็เปลี่ยนมาใช้ภาพสองมิติเป็นหลัก
แน่นอนว่าข้อดีของมันคือเข้าถึงผู้ชมได้กว้างขึ้น
ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ในการรับชมก็ชัดเจนว่าดีขึ้นมาก
พูดได้ว่า
《จูจูเสีย》กับ《เทพศาสตรากุมาร》เป็นผลงานที่เดินไปคนละเส้นทาง
เรื่องหนึ่งมุ่งเข้าถึงคนหมู่มาก ส่วนอีกเรื่องต่อยอดจากจุดนั้นด้วยการใส่แง่คิดที่ลึกซึ้งเข้าไปอีกหลายชั้น
อย่างเช่นความซับซ้อนของตัวละคร
《เทพศาสตรากุมาร》ทำได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
หนานกงเวิ่นเทียน, ตงฟางเถี่ยซิน, เป่ยหมิงเสวี่ย, อู่หย่ง, ซีเหมินเซี่ยว, อาเจียว...
แต่ละคนต่างมีเสน่ห์และมิติความเป็นมนุษย์ในแบบของตัวเอง
ถ้าถามว่าชอบใครที่สุด ก็คงต้องเป็นหนานกงเวิ่นหย่า
อย่างที่เขาว่ากัน
หนานกงเวิ่นหย่า ลูบหัวใคร คนนั้นก็กลายเป็นคนโง่
ตอนเห็นสัตว์มารดุร้ายถูกเวิ่นหย่าลูบหัวทีเดียวก็ชำระล้างได้ทันที ใครจะอดใจไม่ให้ตาเป็นประกายได้ไหว
เล้งชิงหว่านกระแอมสองครั้ง
ดึงความสนใจของตัวเองกลับมาจากบทละครทั้งสองเรื่อง
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง ยังตัดสินใจได้ยาก
《จูจูเสีย》กับ《เทพศาสตรากุมาร》ต่างก็เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมาก
ให้เลือกสักเรื่อง เธอก็เลือกไม่ถูกจริง ๆ
“เป็นไงบ้าง?” ซูยวนถาม
“เธอคิดว่าเราควรเริ่มทำเรื่องไหนก่อน?”
เล้งชิงหว่านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันมามองซูยวนแล้วถามว่า “ละครสองเรื่องนี้ นายใช้เวลาทำไปเท่าไหร่?”
“ไม่นานหรอก”
ซูยวนตอบตามตรงว่า “แค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง”
รางวัลจากระบบหยิบมาใช้ได้ทันที
แค่เสียเวลาคัดลอกลงมาอยู่บ้างเท่านั้น
