ระหว่างทางกลับลานสี่ประสาน ฉินฉางหลินยังคงครุ่นคิดถึงข่าวที่สืบมาได้
เขาไม่กลัวคนคุ้มกันทั้ง 8 คนที่บ้านของเซโตนีเลยสักนิด แต่ที่บ้านหมอนั่นเลี้ยงหมาป่าตัวใหญ่ไว้ 4 ตัว นั่นแหละที่ค่อนข้างยุ่งยาก
พวกคนคุ้มกันที่เซโตนีเลี้ยงไว้ทั้ง 8 คนเป็นนักเลงมีฝีมือ เวลาปกติออกจากบ้านก็จะพาบอดี้การ์ดที่ถือปืนไปด้วย 2 คน
หมอนั่นมาเมืองหลวงตั้งแต่ปี 1936 อยู่มานาน 7-8 ปี
อาศัยนำขนสัตว์หายากและของโบราณของหลงกั๋วไปขายต่อที่ยุโรป¹ แล้วหอบสินค้าฟุ่มเฟือยกับเครื่องสำอางจากยุโรปกลับมา
กินกำไรทั้งสองทาง ทำธุรกิจได้รุ่งเรืองสุด ๆ
แต่ฉินฉางหลินเป็นคนประเภทที่มีแค้นต้องชำระ
ส่งคนมาปล้นชิงทรัพย์ แล้วยังคิดจะเอาชีวิตฉันอีกเรอะ?
แล้วฉันจะเก็บแกไว้ทำไม? ถ้าไม่ใช่เพราะหมายตาของดีในบ้านแก ฉันจัดการแกทิ้งกลางทางไปนานแล้ว
ปล่อยให้แกมีชีวิตต่อมาอีก 4-5 วัน ก็นับว่าเมตตามากพอแล้ว เห็นแก่พระแม่มารีของแกก็แล้วกัน
สองวันนี้สบโอกาสเมื่อไหร่ ฉันจะไปส่งแกให้ถึงมือพระเจ้าเอง...
ฉินฉางหลินเพิ่งกลับมาถึงห้องปีกตะวันออก ก็ทักทายเสี่ยวซิ่วกับไห่ถัง แล้วเดินเข้าไปในห้องด้านใน
จากนั้นก็นั่งครุ่นคิดเรื่องต่าง ๆ อยู่บนเตียงเตา แต่คิ้วกลับขมวดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
ตอนนั้นเอง เสี่ยวซิ่วก็ถือถังไม้เดินเข้ามา ฉินฉางหลินเงยหน้ามอง เห็นแล้วก็ได้แต่คิดว่า เอาอีกแล้ว!
เสี่ยวซิ่วมาเช็ดเท้าให้เขาอีกแล้ว เขาอดถอนใจไม่ได้ สังคมเก่านี่ช่างเลวร้ายจริง ๆ ทำเอาคนอยู่ไม่ชินเอาเสียเลย
