หลังเลิกประชุม หลินไห่ตรงไปโรงพยาบาลประจำอำเภอ แพทย์ตรวจร่างกายแล้วพบว่าเม็ดเลือดขาวสูงเล็กน้อย เบื้องต้นวินิจฉัยว่าเป็นการอักเสบ จึงสั่งน้ำเกลือให้เขา 2 ขวด
เพิ่งเริ่มให้น้ำเกลือ พี่สาวก็โทรมา บอกว่าผนังด้านข้างบ้านที่แม่อาศัยอยู่เริ่มเอียง ตั้งใจจะซ่อมแซมหลังวันแรงงาน เลยให้เขาเตรียมเงินไว้หน่อย
พ่อของหลินไห่เสียตั้งแต่เขายังเด็ก แม่เลี้ยงลูกสองคน ทั้งเขาและพี่สาวมาจนโตเพียงลำพัง ต้องตรากตรำลำบากไม่น้อย พี่สาวแต่งงานไปอยู่หมู่บ้านข้าง ๆ พี่เขยเป็นชาวนาซื่อ ๆ ฐานะก็ไม่ได้ร่ำรวยนัก
บ้านเก่าของครอบครัวได้แบ่งมาจากการปฏิรูปที่ดินเมื่อครั้งนั้น จะเรียกว่าเป็นบ้านเก่าแก่ร้อยปีก็ไม่เกินจริง สภาพทรุดโทรมจนแทบดูไม่ได้ สมควรซ่อมแซมมานานแล้ว
ลูกของพี่สาวกำลังเรียนมัธยมปลาย มีค่าใช้จ่ายหลายอย่าง เธอจึงพอจะช่วยได้แค่ 5,000 หยวน ส่วนที่เหลือคงต้องพึ่งเขา
หลินไห่คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วบอกพี่สาวตรง ๆ ว่าไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน ถึงตอนนั้นแค่มาช่วยออกแรงก็พอ
วางสายแล้ว เขาก็อดถอนหายใจเบา ๆ ไม่ได้
อายุ 32 แล้ว เงินก็ยังเป็นภูเขาลูกใหญ่ที่กดทับอยู่เหนือหัวเขาเสมอ ตอนเด็ก ๆ ยากจน เขาคิดแต่ว่าตั้งใจเรียนให้ดี พอโตขึ้นได้ทำงานหาเงินก็คงไม่ลำบากอีก แต่พอเริ่มทำงานถึงได้รู้ว่าความยากจนก็เหมือนมะเร็ง รักษาให้หายขาดได้ยาก ต่อให้ได้เป็นข้าราชการก็ยังเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ถึงรากถึงโคน
ที่จริงรายได้ของข้าราชการไม่ได้สูงนัก แค่ค่อนข้างมั่นคงเท่านั้น หลินไห่ทำงานมาสิบกว่าปี เงินเดือนก็แค่สามพันกว่าหยวน ถ้าครอบครัวมีฐานะดี พ่อแม่ช่วยเสริมให้บ้าง เงินเท่านี้ก็พอถูไถได้ แต่ถ้าต้องพึ่งเงินเดือนประจำแค่นี้ ชีวิตก็ยังตึงมืออยู่ดี
หลินไห่ใช้เงินเดือนประจำแค่นี้เลี้ยงตัวเอง เพื่อซื้อบ้านในตัวอำเภอ เขากินหมั่นโถวที่โรงอาหารอยู่นานกว่าสามปี ไม่เคยสูบบุหรี่ซองละเกิน 5 หยวน สุดท้ายยังต้องยืมเงินจากเพื่อนร่วมชั้นและเพื่อนฝูงไปทั่ว กว่าจะรวบรวมเงินดาวน์ 200,000 หยวนได้ครบ
โชคดีที่กองทุนที่อยู่อาศัยของข้าราชการค่อนข้างสูง ภาระผ่อนบ้านจึงไม่หนักเท่าไร ช่วงหลายปีมานี้เขาไม่เพียงใช้หนี้นอกระบบหมดแล้ว ยังมีเงินเก็บอยู่ในมือหลายหมื่นหยวน
เขาคำนวณคร่าว ๆ แล้ว การซ่อมบ้านน่าจะต้องใช้เงินอย่างน้อยราว 20,000 หยวน ซึ่งยังอยู่ในขอบเขตที่เขาพอรับไหว
ขณะที่กำลังคิดคำนวณในใจว่าจะจัดการงานซ่อมอย่างไร จู่ ๆ ก็ได้ยินคนเรียกชื่อ พอเงยหน้าขึ้นดูก็เห็นจางหย่งเจียง เพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลาย
จางหย่งเจียงเป็นคนขับรถให้ที่ว่าการอำเภอ หัวไวและทำงานได้ดีทีเดียว
“หย่งเจียง เป็นอะไรไป?” หลินไห่ถาม
จางหย่งเจียงถอนหายใจ “สองวันนี้ปวดฟัน หน้าบวมไปหมด พรุ่งนี้ยังต้องพารองนายอำเภอเฉินเข้าเมืองไปประชุมอีก เลยรีบมานอนให้น้ำเกลือ นายก็ป่วยเหรอ?”
“ไม่เป็นไร แค่มีไข้ต่ำ ๆ” หลินไห่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ
จางหย่งเจียงนั่งลงข้าง ๆ แล้วยิ้ม “เออ แล้วสำนักงานคณะกรรมการพรรคประจำอำเภอของพวกนายเสนอชื่อใครล่ะ?”
หลินไห่ชะงัก “เสนอชื่อใครอะไร?”
“ผู้อำนวยการป่าสงวนของรัฐเหล่าเย่หลิ่งไง เลขาหยางสั่งให้คัดเลือกเจ้าหน้าที่หนุ่มในอำเภอ ให้แต่ละกรมกับหน่วยงานทำการเสนอชื่อกันแบบประชาธิปไตยก่อน อ้อ จริงสิ สำนักงานคณะกรรมการพรรคประจำอำเภอของพวกนายขึ้นชื่อว่าเจ้าเล่ห์รอบจัด แถมยังรู้ความเคลื่อนไหวของผู้บังคับบัญชาได้ตลอด คงหาทางถ่วงเวลาเต็มที่ แต่หน่วยงานอื่นทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก เพื่อไม่ให้ตัวเองถูกเสนอชื่อ แต่ละคนแทบจะเปิดศึกกันแล้ว”
“ถึงกับขนาดนั้นเลยเหรอ?” หลินไห่ถาม
จางหย่งเจียงเบ้ปาก “ก็แน่นอนน่ะสิ ใครอยากไปอยู่ที่กันดารแบบนั้นกันล่ะ! นอกจากได้เงินเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเดือนละไม่กี่ร้อยหยวน ก็ไม่มีผลประโยชน์อะไรทั้งนั้น ไม่ต่างจากติดคุกเลยด้วยซ้ำ กลับเข้าอำเภอทีต้องเสียเวลาเกือบครึ่งวัน ถ้าเกิดป่วยขึ้นมา แม้แต่ไปโรงพยาบาลก็อาจไม่ทัน หวังเจิงเฉวียนคนก่อนหน้าไม่ใช่ตัวอย่างชัด ๆ เหรอ? ตอนนั้นถ้าเขาได้อยู่ในอำเภอ บางทีอาจช่วยชีวิตไว้ทันก็ได้ ตอนนี้ทุกคนต่างก็ระแวงกันไปหมด ขอแค่อย่าให้เรื่องงานลำบากนี่ตกใส่หัวตัวเองก็พอ กรมป่าไม้กับคณะกรรมการเกษตรวุ่นวายที่สุด ได้ยินว่าทะเลาะกันทั้งบ่าย เกือบจะลงไม้ลงมือกันแล้วด้วยซ้ำ มีคนถึงกับประกาศตรง ๆ ว่าถ้าถูกส่งไปที่นั่น ก็จะลาออกไม่ทำงานมันซะเลย!”
หวงหลิ่งเป็นอำเภอเกษตรกรรม บุคลากรในคณะกรรมการเกษตรกับกรมป่าไม้มีจำนวนมาก คนที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ก็น่าจะไม่น้อย บรรยากาศคงคึกคักน่าดู
“แล้วสุดท้ายเสนอชื่อใคร?” เขาถาม
จางหย่งเจียงส่ายหน้า “ตอนนี้ยังไม่มีข่าว คืนนี้บ้านหัวหน้าของแต่ละกรมแต่ละหน่วยงานคงมีคนไปจนแทบไม่มีที่ยืน ทุกคนต้องแสดงความจริงใจกันหน่อยสิ ไม่อย่างนั้นหัวหน้าขีดปากกาแค่ทีเดียว ชื่อเราก็กลายเป็นผู้เข้าชิงแล้ว ถึงตอนนั้นคงยุ่งแน่”
หลินไห่พูดไม่ออก ได้แต่นิ่งคิด
วันนี้ท่าทีของเราดูไม่แข็งกร้าวพอหรือเปล่า? แต่พอคิดอีกที เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เสียใจไปก็ไม่มีประโยชน์
อย่างแรก เขาอาจไม่ได้รับเลือกก็ได้ อย่างที่สอง ต่อให้ได้รับเลือกก็ไม่เป็นไร ยังไงคนอย่างเขาก็ไม่มีอนาคตอยู่ที่ไหนอยู่แล้ว ไปอยู่ป่าสงวนเสียยังอิสระกว่า แถมได้เลื่อนขั้นหนึ่งระดับ รายได้ก็เพิ่มขึ้นด้วย เบี้ยเลี้ยงค่าเดินทางกับค่าอาหารรวมกันแล้วน่าจะได้สัก 700-800 หยวน
อย่าคิดว่าเงิน 700-800 หยวนเป็นเงินน้อย สำหรับบางคนอาจยังไม่พอค่าอาหารมื้อเดียวด้วยซ้ำ แต่สำหรับคนที่ต้องอาศัยเงินเดือนประจำเลี้ยงชีพ นับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่ทีเดียว
ช่างเถอะ สวีกว่างเทาวางกับดักไว้ อยากเห็นเขาเดือดดาลจนลนลานกระโดดโลดเต้น เขาก็จะทำตรงกันข้าม ไม่ยอมให้ดูเรื่องตลกหรอก อย่างที่ว่า สามสิบปีอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ สามสิบปีอยู่ฝั่งตะวันตก ก็แค่ป่าสงวนเหล่าเย่หลิ่ง ไม่ใช่ปลายทางของชีวิตเสียหน่อย จะมีอะไรต้องกลัว!
พอคิดอย่างนั้น ใจก็โล่งขึ้นทันที หลังให้น้ำเกลือเสร็จ เขากลับบ้านไปนอนหลับอย่างสบาย ตื่นมาในวันรุ่งขึ้นก็รู้สึกว่าร่างกายเบาสบายขึ้นมาก
พอถึงที่ทำงาน เขายังนั่งไม่ทันติดเก้าอี้ดี ฝ่ายเลขานุการก็โทรมาบอกว่าเลขาหยางเรียกให้ไปพบ หลินไห่ไม่กล้าชักช้า รีบวิ่งเหยาะ ๆ ตรงไปยังห้องทำงานของเลขาทันที
มาถึงหน้าห้อง เขาเคาะประตูเบา ๆ สองสามครั้ง พอได้ยินเสียงข้างในบอกให้เข้ามา จึงแง้มประตูเข้าไป เห็นว่าไม่มีแขกคนอื่น ถึงค่อยย่องเข้าไปอย่างระมัดระวัง
หยางหวายหย่วนอายุห้าสิบต้น ๆ รูปร่างปานกลาง พูดเสียงดังและอารมณ์ร้อน ปกติฝ่ายงานทั่วไปจะช่วยเขาเขียนเอกสารต่าง ๆ หลินไห่จึงได้ติดต่อกับเขาอยู่บ่อยครั้ง
“นั่งสิ!” หยางหวายหย่วนพูดโดยไม่เงยหน้า จากนั้นก็พลิกอ่านเอกสารบนโต๊ะทำงานต่อ
หลินไห่นั่งลงอย่างระมัดระวัง ผ่านไปครู่ใหญ่ หยางหวายหย่วนจึงปิดเอกสารในมือแล้วเงยหน้าขึ้นถามเสียงเย็น “จนถึงตอนนี้ นายเป็นคนแรกที่ถูกเสนอชื่อขึ้นมา ลองบอกมาสิ ว่าอยากไปเองจริง ๆ หรือถูกบีบจนไม่มีทางเลือก?”
หลินไห่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบพร้อมรอยยิ้มขื่น “จะพูดยังไงดีครับ เรียกว่าถูกบีบก็ได้ แต่ไม่ถึงกับไม่มีทางเลือก”
คำตอบนั้นทำให้หยางหวายหย่วนสนใจ เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ แล้วพูดอย่างสนอกสนใจ “ไม่เลวนี่ ไอ้หนุ่ม เปิดปากมาก็มีเรื่องราวแล้ว เล่ามาสิ ฉันอยากฟังว่าเป็นมายังไง”
หลินไห่ลังเลเล็กน้อย
ทำงานการเมืองมาหลายปี เขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ในคณะกรรมการพรรคประจำอำเภอซับซ้อนแค่ไหน ก่อนจะรู้เจตนาที่แท้จริงของผู้บังคับบัญชา พูดให้น้อยไว้ย่อมดีกว่า คิดได้อย่างนั้น เขาจึงถอนหายใจแล้วพูดเสียงเบา “ในฝ่ายงานทั่วไปมีแค่ผมคนเดียวที่เข้าเกณฑ์ได้รับการเสนอชื่อ ถ้าไม่เสนอชื่อผมแล้วจะเสนอชื่อใครล่ะครับ? แน่นอนว่าผมปฏิเสธได้ ที่ไม่ทำแบบนั้นก็เพราะ...” พูดถึงตรงนี้ เขาหยุดชะงักเล็กน้อย แล้วแอบสังเกตสีหน้าของเลขา เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติจึงพูดต่อ “ยังไงผมก็ไม่มีอนาคตอยู่แล้ว ไปอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน ไปทำงานที่ป่าสงวนก็ดี ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ”
หยางหวายหย่วนฟังจบก็หัวเราะเยาะ “ถ้าอย่างนั้น นายก็เป็นคนไม่ต้องการอะไร ไม่แสวงหาชื่อเสียงลาภยศสินะ? ในเมื่อเป็นแบบนั้น ก็อย่าเป็นผู้อำนวยการป่าสงวนเลย เรื่องวุ่นวายมีตั้งเยอะแยะ เดี๋ยวจะรบกวนการบ่มเพาะจิตใจของนายไม่ใช่หรือ? ไหน ๆ นายก็อยากใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยอยู่แล้ว เอาให้สุดไปเลย ไปเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเสีย นั่นแหละถึงจะเรียกว่าได้ใกล้ชิดธรรมชาติอย่างแท้จริง!”
