สองวันต่อมา เวลา 1 ทุ่ม ที่ตั้งของกองกำลังรุกล่วงหน้าต่อต้านญี่ปุ่นแนวรบที่ 1 ซึ่งก็คือค่ายกองพลของเฉินเจี้ยนจวิน
สถานที่แห่งนี้ถูกกำหนดให้เป็นจุดลำเลียงพลเฉพาะของกองกำลังรุกล่วงหน้าต่อต้านญี่ปุ่นแล้ว พื้นที่โดยรอบค่ายมีการระวังป้องกันอย่างเข้มงวดสูงสุด หากไม่มีบัตรผ่านที่ลงนามโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรือคณะทำงานพิเศษ ห้ามผู้ใดเข้าสู่ภายใน
ณ ลานฝึกยุทธ บรรดายานพาหนะ ยุทโธปกรณ์ กำลังพล และเวชภัณฑ์ของทั้งกองพลถูกรวบรวมไว้ด้วยกันหมดแล้ว
กองพลผสมพิเศษหนักเสริมกำลังนี้มีกำลังพลรวมทั้งสิ้น 13,500 นาย!
ด้านยุทโธปกรณ์ มียานรบและยานสนับสนุนสารพัดชนิดรวม 3,280 คัน
ในจำนวนนี้ กองพันขีปนาวุธแบบยิงจากพื้นดินที่เสริมเข้ามา ประกอบด้วยรถขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศพิสัยใกล้ HQ-17A จำนวน 6 คัน และรถขีปนาวุธครูซ CJ-100 จำนวน 12 คัน
เนื่องจากข้าศึกในโลกคู่ขนานไม่มีขีปนาวุธ ดังนั้นกองพันขีปนาวุธนี้จึงถูกตัดอัตรากำลังขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศพิสัยกลาง HQ-16 และขีปนาวุธวิถีโค้งพิสัยใกล้ DF-12 ออกไป แล้วเสริมจำนวนขีปนาวุธครูซแทน ไม่ว่าจะเป็นขีดความสามารถในการโจมตีภาคพื้นดินหรือในทะเลต่างก็ถูกยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ขณะเดียวกัน เมื่อคำนึงว่าขีปนาวุธมีราคาแพงมาก เพื่อชดเชยช่องว่างอำนาจการยิงระหว่างขีปนาวุธครูซกับปืนใหญ่ตามแบบ เมื่อวานนี้ผู้บังคับบัญชาก็ได้สั่งการชั่วคราวให้เคลื่อนย้ายกองพันทหารปืนใหญ่ระยะไกลแบบ 191 ซึ่งมีรถยิงจรวดระยะไกลระบบบรรจุตู้ PHL-191 จำนวน 12 คัน มาจากกองพลน้อยทหารปืนใหญ่แห่งกองทัพน้อยหนึ่ง
มีความแม่นยำสูง พิสัยทำการไกล สามารถยิงจรวดขนาด 300 มิลลิเมตร จรวดนำวิถี 370 มิลลิเมตร และขีปนาวุธทางยุทธวิธี 750 มิลลิเมตร
ส่วนรุ่นที่ส่งออกก็คือรุ่นที่ทุกคนรู้จักกันดี ระบุพิสัยทำการ 290 กิโลเมตร แต่ค่าความคลาดเคลื่อน 300 กิโลเมตรนั่นแหละ เพราะอินทรีคอยบอกว่าอาวุธนำวิถีที่พิสัยทำการเกิน 300 กิโลเมตรคือขีปนาวุธ จะให้ขายได้ยังไง
นอกจากนี้ยังมีกองพันทหารการบินทหารบกที่เสริมเข้ามา ประกอบด้วยเฮลิคอปเตอร์ 24 ลำ แบ่งเป็นเฮลิคอปเตอร์โจมตี จื๋อ-10 จำนวน 8 ลำ เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป จื๋อ-20 จำนวน 12 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวน จื๋อ-19 จำนวน 4 ลำ
ลานฝึกยุทธถูกยัดจนแน่นขนัด ด้านหน้าสุดเป็นทหารราบ ทุกคนนั่งกับพื้น พูดคุยกันเบาๆ
แม้คำสั่งที่ถูกแจ้งออกมาจะเคร่งขรึมมาก แต่ในยามนี้ คำพูดของเหล่าทหารล้วนเต็มไปด้วยความสงสัย ไม่มีความตื่นตระหนกหรือหวาดกังวล
กระทั่งทุกคนยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง
กล้าสู้ กล้าชนะ มิใช่เป็นเพียงแค่คำขวัญเท่านั้น
ด้านหลังทหารคือยานพาหะนะและยานยนต์ต่างๆ นายทหารประจำรถต่างก็นั่งอยู่ในรถหรือเฮลิคอปเตอร์ ส่วนด้านท้ายสุดก็คือกระสุนและเวชภัณฑ์ รวมถึงรถบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่อีกจำนวนมาก
สายตาเคลื่อนมาอยู่ข้างรถถัง 99A คันหนึ่ง
พลขับดูท่าจะเบื่อๆ หน่อยๆ จึงเท้าแขนสองข้างปีนออกมาจากห้องขับ
พอหันหน้ามา ก็พบว่าผู้บังคับรถถังกับพลยิงปืนนั่งอยู่บนป้อมปืนทั้งคู่
พลขับอดบ่นไม่ได้ว่า "ทั้งระดมพลขั้นหนึ่ง ทั้งเซ็นสัญญาลับ ทั้งเขียนจดหมายลาตาย นี่จะออกรบจริงๆ รึไง"
พลยิงปืนได้ยินก็เบ้ปาก "คิดอะไรของแก สุดท้ายก็แค่การฝึก แต่ขนาดคราวนี้คงไม่ธรรมดาแน่ เสริมหน่วยสนับสนุนมาให้พลเราเสียพรึบ"
พลขับหันไปมองเฮลิคอปเตอร์ของกองพันทหารการบินทหารบกที่อยู่ไกลๆ โดยไม่รู้ตัว ถึงฟ้าจะมืดแล้ว แต่ก็ยังมองเห็นชัดด้วยแสงไฟ
แล้วเขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้อีก "ข้าว่างานนี้เรื่องไม่ธรรมดานะ ฉันมีญาติอยู่กองบัญชาการกองพล เขาได้ยินว่าเหมือนกองพลเราจะมีชื่อกองเฉพาะกิจนอกประเทศเพิ่มขึ้นมาชั่วคราว เรียกว่า อะไรสักอย่าง.. กองกำลังรุกล่วงหน้าต่อต้านญี่ปุ่นแนวรบที่ 1!"
"ต่อต้านญี่ปุ่น?"
ผู้บังคับรถถังกับพลยิงปืนร้องอุทานขึ้นพร้อมกัน
จากนั้นผู้บังคับรถถังก็รู้สึกขำ "ล้ออะไรกันเล่น แม้จะสู้กับอ้ายเด็กเมื่อวานซืนจริงๆ ก็ไม่ใช่ตาพวกเราหรอกที่ได้บุกก่อน เขตเหนือหรือเขตตะวันออกส่งไปเขตเดียวก็พออยู่แล้ว ภารกิจเขตเราคือเป็นกำลังหนุนเคลื่อนยุทธศาสตร์"
"ใช่!" พลยิงปืนพูดสอดขึ้น "ชาติก่อนทำบุญมาขนาดไหน ถึงจะได้เป็นคนแรกที่ไปรบกับอ้ายเด็กเมื่อวานซืน? จะว่าตามที่แกว่า สุสานบรรพบุรุษแกไม่ใช่แค่มีควันเขียวลอย หรือว่าจุด..."
"แถว-ตรง!"
ทางนี้พูดยังไม่ทันจบ หน้าขบวนแถวก็มีเสียงจัดแถวพลดังมา
"พลประจำรถ เข้าประจำที่!"
ได้ยินเสียงผู้หมวดหมวดตนร้องขึ้น ทั้งสามพลประจำรถก็รีบกลับไปยังห้องประจำการของตนตามลำดับ
ขณะยืนอยู่ตรงขอบประตูรถแล้วมองไปยังหน้าขบวนแถว สีหน้าผู้บังคับรถถังก็ปรากฏอาการตกตะลึงในทันใด รีบร้อนยกกล้องส่องทางไกลที่ห้อยอกขึ้นมา
"ตายแล้ว สามดาว!"
"อะไรนะ!"
"ข้างผู้การกองพัน มีผู้ใหญ่สามดาวมาสองท่าน!"
...
หน้าแถวทหาร
นายทหารชั้นยศดอกบัวสี่นายหนึ่ง ดูอายุพอๆ กับเฉินเจี้ยนจวิน คือราว 47-48 ปี กำลังถือโทรโข่ง เตรียมกล่าวปลุกใจก่อนออกเดินทาง
ผู้นี้ก็คือผู้การกรมการเมืองของเฉินเจี้ยนจวิน จ้าวเสี่ยวกวง
รองเสนาธิการสวี่และผู้อำนวยการเจิ้งยืนอยู่ข้างเขา แน่นอนว่าด้านหลังคือเฉินปินกับลุงอู๋
เพื่อมิให้ดูแปลกแยกเกินไป ตอนนี้เสื้อที่เฉินปินสวมอยู่ก็คือชุดฝึกของหน่วยทหาร แบกเป้สนามใบใหญ่ไว้บนหลัง และในมือยังถือเป้ากระเป๋าทหารมาอีกใบ ข้างในเป็นเสื้อผ้าและยุทโธปกรณ์ส่วนตัวของพ่อเขา
"ทั่วกัน!"
ผู้การจ้าวเปล่งเสียงแหบพร่าเต็มกำลัง "แถวตรง!!!"
ปัง!!!
เสียงกระทืบเท้าพร้อมเพรียงดังสะเทือนท้องฟ้า
ผู้การจ้าวกวาดตามองรอบ "สหายทั้งหลาย พวกท่านถูกเลือกแล้ว!
วันนี้ พวกเราจะไม่ไปฝึก ไม่ไปซ้อมรบ แต่จะไปปฏิบัติภารกิจพิเศษ ทะลุข้ามมิติย้อนกลับไป 89 ปีก่อนของอีกโลกหนึ่ง ไปรบกับอ้ายเปียก!"
เสียงพูดสิ้นสุด ทั้งสนามเงียบสนิท แม้แต่เสียงลมหายใจก็ยังไม่มี
ทุกคนมองผู้การกรมการเมืองของตนด้วยแววตางุนงง สีหน้าราวกับจะบอกว่า ผู้การ ท่านพูดอะไรในฝัน
ผู้การจ้าวกล่าวต่อไปว่า "นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หรือการแกล้งป่วน!
สหายเฉินเจี้ยนจวิน ผู้บัญชาการกองพลของพวกท่าน บัดนี้ อยู่ ณ เมืองอว่านผิงในปี 1937 กำลังคอยพวกท่านอยู่!
เขาเดิมทีจะกลับมาได้ แต่เขาไม่กลับ เขาบอกว่าเขาจะไม่เป็นทหารหนีศึก!
สหายทั้งหลาย เราเป็นกองพลผสมพิเศษหนัก เป็นราชสีห์เหล็กหล่อที่แข็งแกร่ง!
ปีนั้น บรรพบุรุษของเรา ใช้เลือดเนื้อของตนก่อเป็นกำแพงเมือง ใช้ชีวิตของตนแลกมาซึ่งความสงบสุขร้อยปีให้พวกเรา!
บัดนี้ ถึงคราวของเราแล้ว จักใช้ความรุ่งเรืองแห่งยุคที่พวกเขาสร้างไว้ มาปกป้องความปลอดภัยของพวกเขา!
พวกเราจะนำพาไถ่บาปที่ล่าช้ามา 89 ปี ข้ามห้วงเวลาและมิติ พิทักษ์ปกป้องแผ่นดินหัวเซี่ย!
คำพูดยืดยาวข้าก็ไม่กล่าว ข้าเชื่อว่า เพียงแค่เอ่ยว่ารบอ้ายเปียก พวกท่านไม่จำเป็นต้องปลุกใจเลยด้วยซ้ำ!"
มองดูผู้การกรมการเมืองที่ดวงตาคลอหน่วยด้วยน้ำตา เหล่าทหารก็เริ่มเชื่อแล้วว่ามิใช่การหลอกพวกเขา
มีทหารบางนายหน้าแดงร่ำ ใจตื่นเต้นจนหายใจถี่กระชั้น
แม้แต่ทหารหญิงจากกองพันซ่อมบำรุงและกองพันสนับสนุนการรบต่างก็กำหมัดแน่น แววตาคึกคัก
เฉกเช่นเดียวกัน พวกเขาต่างก็คิดถึงบรรพบุรุษผู้สละชีพ วีรกรรมที่ได้ยินได้ฟังจนชินหู
ทุกคนหัวตาต่างแดงก่ำ มือที่กำปืนข้อนิ้วขาวซีด
ผู้การจ้าวโดยธรรมชาติก็รับรู้ถึงอารมณ์ของเหล่าทหารได้ จึงย้ายโทรโข่งไปมือซ้าย แล้วหันกายไปทำความเคารพต่อผู้อำนวยการเจิ้งและรองเสนาธิการสวี่
"รายงานท่านผู้บัญชาการ! กองกำลังรุกล่วงหน้าต่อต้านญี่ปุ่นแนวรบที่ 1 พร้อมเคลื่อนพลแล้ว ขอรับคำสั่งจากทั้งสองท่าน!"
ผู้อำนวยการเจิ้งกลับคารวะให้ "ลำบากแล้ว เข้าประจำหน่วย!"
"ครับ!"
ผู้การจ้าวคารวะอีกครั้ง แล้วส่งโทรโข่งให้ผู้อำนวยการเจิ้ง หมุนตัววิ่งไปยังด้านหน้าสุดของแถวทหารตั้งตรง แล้วหมุนกลับมามองผู้บัญชาการทั้งสอง
ผู้อำนวยการเจิ้งมองไปยังเหล่าทหาร สูดหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่งแล้วยกโทรโข่งขึ้น "สหายทั้งหลาย มาตุภูมิในอีกมิติเวลากำลังถูกย่ำยีรุกราน พี่น้องร่วมชาติของเรากำลังเผชิญภัยคุกคามจากอ้ายเปียก!
เวลามีจำกัด ข้าก็ไม่กล่าวอะไรยืดยาว พวกท่านไปเร็วกว่านี้หนึ่งวินาที ก็ช่วยชีวิตคนได้มากขึ้นอีก!
ข้าเพียงหวังให้พวกท่านจงจำไว้ จงจำธงแดงที่โบกสะบัดเหนือศีรษะ จงจำวินัยดุจเหล็กกล้าของเรา จงจำว่าเราคือกองทัพของประชาชน!
ไม่ว่าจะอยู่ห้วงมิติใด หนแห่งใด ก็จงเป็นเช่นนั้น!
สุดท้าย ข้าขอถ่ายถ้อยความที่ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝากมาให้พวกท่านหนึ่งประโยค
มังกรเหล็กสู่สมรภูมิกู้ชาติ กระบี่คม แกร่งกล้าสังหารอ้ายเปียก!"
"มังกรเหล็กสู่สมรภูมิกู้ชาติ!!!"
"กระบี่คมสังหารอ้ายเปียก!!!"
ฟังเสียงตอบรับกังวานสะท้านของเหล่าทหาร เฉินปินที่ยืนอยู่ด้านข้างได้แต่รู้สึกเลือดในกายพลุ่งพล่าน
ในยามนี้ ผู้อำนวยการเจิ้งก็หันกายมามองเฉินปิน "พวกเราจะพยายามเตรียมกำลังพลและสิ่งของให้มากขึ้นเท่าที่จะทำได้ แล้วรอเจ้าครั้งหน้ากลับมาส่งไปอีก"
เฉินปินกดอารมณ์ที่พล่านอยู่ในใจไว้ พยักหน้า
แล้วก็นึกอะไรขึ้นได้อีก "ท่านผู้บัญชาการ เตรียมเสบียงและเสื้อผ้ามากหน่อยเถิดครับ ทหารและชาวบ้านที่ต่อต้านญี่ปุ่นปีนั้น ต่างก็ลำบากแสนสาหัส"
ผู้อำนวยการเจิ้งได้ยินก็ยิ้ม รองเสนาธิการสวี่ก็ยิ้มแย้มพูดรับช่วงว่า "วางใจเถอะ เรามีแผนหมดแล้ว ไม่ใช่แค่เสบียงและสิ่งของ แต่อุปกรณ์อุตสาหกรรมและกำลังพลทุกประเภทก็กำลังจัดเตรียมอยู่ จะให้กองกำลังรุกล่วงหน้าสามารถพึ่งพาการส่งกำลังบำรุงของตัวเองที่ฝั่งนั้นได้ และในขณะเดียวกันก็จะได้สามารถช่วยเหลือชาวบ้านในยุคนั้นได้ด้วย"
เฉินปินพยักหน้าอีกครั้ง ก่อนจะยืนตรง "แปะ" แล้วทำความเคารพต่อท่านผู้เฒ่าทั้งสอง
หลังจากอำลา เขาก็วิ่งไปยืนอยู่ข้างผู้การจ้าว และในยามนี้เหล่าทหารแถวหน้าก็จับจ้องมองเขาด้วยสายตาเปี่ยมความอยากรู้
สูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้ว เฉินปินก็สื่อสารผ่านระบบด้วยจิต "เปิดช่องมิติลำเลียง เป้าหมายคือตัวฉัน หน่วยทหารเบื้องหน้าฉันนี้ รวมถึงยานพาหนะและเวชภัณฑ์ทั้งหมด!"
[คาดการณ์พลังงานที่ใช้รวม 57.9%... กำลังเปิดช่องทาง... เริ่มลำเลียง!]
ในพริบตาต่อมา พื้นที่ภายในลานฝึกยุทธทั้งหมดเริ่มบิดเบี้ยว ตามด้วยกำลังพลและยุทโธปกรณ์-เวชภัณฑ์ทั้งหมดของแนวรบที่ 1 รวมทั้งตัวเฉินปินเอง ต่างหดเล็กลงเป็นจุด ก่อนจะอันตรธานหายไปในท้ายที่สุด
เมื่อเห็นภาพนี้ รองเสนาธิการสวี่และผู้อำนวยการเจิ้งยืนนิ่งงันอยู่กับที่
พักใหญ่ รองเสนาธิการสวี่ได้สติ "พิลึกพิลั่นนัก"
ส่วนผู้อำนวยการเจิ้งนั้น มือไขว้หลังเป็นคนเดินนำก่อน "ไปเถอะ ยังมีงานต้องวุ่นวายอีกเยอะ!"