“ฉันว่าในหมู่ชาวบ้านก็มีคนท้องถิ่นมาสมัครคัดเลือกด้วย โอกาสที่พวกเยาวชนมีการศึกษาอย่างเราจะได้รับเลือกคงไม่มากใช่ไหม?”
ข่งมี่เสวี่ยแอบยุยงอย่างแนบเนียน พูดอ้อมค้อมว่าหน่วยผลิตคงเลือกครูจากคนท้องถิ่นเป็นหลัก
สวี่ม่านหัวเราะเยาะ “เธอรู้อะไรบ้าง? ตอนนี้ครูในโรงเรียนล้วนเป็นเยาวชนมีการศึกษาทั้งนั้น!”
ข่งมี่เสวี่ยหน้าแดง เธอไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้จริง ๆ
สวี่ม่านพูดอย่างไม่เกรงใจ “เธอไม่เดือดร้อนอยู่แล้วนี่
ตอนเก็บเกี่ยวข้าวสาลี เธอไม่ต้องลงนา จะแพ้หรือชนะเธอก็ไม่สน
ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง เธอก็ไม่มีโอกาสได้เป็นครูในโรงเรียนอยู่ดี!”
สวี่ม่านตั้งใจเหน็บข่งมี่เสวี่ยก็จริง แต่คนที่โดนเหน็บไม่ได้มีแค่เธอคนเดียว
ก่อนหน้านี้ถงชุนจิ่งยังพอมีหน้ามีตาในจุดพักเยาวชนมีการศึกษา
แต่ตอนนี้เมื่อผลประโยชน์ของทุกคนเข้ามาเกี่ยวข้อง หน้าตาของเขาก็ใช้ไม่ได้แล้ว
“เรื่องโควตาครูโรงเรียนฉันช่วยอะไรไม่ได้ แต่เรื่องใส่ปุ๋ย พวกเธอไม่ต้องยุ่งแล้ว พวกเราจะทำเอง”
ถงชุนซู่นอนแผ่หมดแรงอยู่บนเตียงเตา พอได้ยินก็เด้งตัวลุกขึ้นมา ร้องเสียงหลงอย่างตกใจว่า “พี่รอง!”
เขาไม่อยากต้องไปใส่ปุ๋ยทุกวันนะ!
หวังเฉิงกับคนอื่น ๆ มองหน้ากัน ไม่รู้ว่าคำพูดนั้นเป็นเรื่องจริง
หรือเป็นแค่คำพูดเกรงใจ จึงไม่มีใครพูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง
สวี่ม่านยังอดใจอ่อนกับถงชุนจิ่งไม่ได้อยู่บ้าง
“จริง ๆ ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ กลุ่มเราแพ้ จะโทษพวกเธอทั้งหมดก็ไม่ได้หรอก”
แต่ถงชุนจิ่งยังยืนกราน “เอาตามที่ฉันพูดเถอะ!”
สีหน้าหวังเฉิงผ่อนคลายลง “จริง ๆ พวกเธอไม่ต้องกังวลมากหรอก
พอเก็บเกี่ยวข้าวสาลีเสร็จก็จะเข้าฤดูหนาวแล้ว งานใส่ปุ๋ยต้องรอถึงฤดูใบไม้ผลิ”
