“เมื่อก่อนฉันตาบอดใจบอด ไม่ได้แปลว่าต่อไปฉันจะยังเป็นคนตาบอดใจบอดอีก ฉันเพิ่งอายุ 21 ปี ยังมีชีวิตอีกยาวไกล ทำไมต้องเอาช่วงวัยสาวอันงดงามกับอนาคตไปเสียให้คนที่ไม่เคยใส่ใจฉันแบบนี้ด้วยล่ะ?”
สีหน้าของถงฮว่าขณะพูดจริงจังอย่างยิ่ง ดวงตาดำสนิทจ้องมองถงชุนจิ่ง ทว่ากลับทำให้เขารู้สึกเย็นวาบในใจเป็นระลอก
เธอไม่ต้องการกู้จินเยว่แล้วจริง ๆ หรือ?
ไม่ใช่แค่โกรธหรือเอาแต่ใจชั่ววูบหรือ?
“...แล้วถ้า...ถ้าเธอเกิดเสียใจขึ้นมาล่ะ?” นี่เป็นครั้งแรกที่ถงชุนจิ่งยอมเผชิญหน้ากับเรื่องที่ถงฮว่าขอยกเลิกการหมั้นหมาย
ถงฮว่ายิ้ม “ฉันไม่ได้โรคจิตเสียหน่อย จะเสียใจได้ยังไง?”
สีหน้าของถงฮว่าดูไม่ใส่ใจจนเกินไป ยิ่งทำให้ถงชุนจิ่งเผลอคิดว่าเธอพูดประชดเพราะกำลังงอน
ถ้าความรู้สึกของคนเราควบคุมได้ดั่งใจ อยากให้มีอยู่ก็มี อยากให้หายไปก็หาย แล้วหลังจากสารภาพรักไม่สำเร็จ เขาจะทิ้งชีวิตในเมืองแล้วหนีมาชนบทเพื่อเป็นเยาวชนมีการศึกษาทำไม?
ถงฮว่าพูดอย่างไม่แยแส “กบสามขาหายากก็จริง แต่ผู้ชายสองขามีอยู่ถมไป กู้จินเยว่ไม่ได้มีความสามารถถึงขั้นทำให้ฉันต้องผูกคอตายอยู่กับต้นไม้ต้นเดียวหรอก”
ถงชุนจิ่งเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าเธอคิดอย่างไรจริง ๆ เธอไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยจริงหรือ?
“ถ้ากู้จินเยว่กับมี่เสวี่ยคบกันจริง ๆ ล่ะ? เธอไม่โกรธ ไม่เสียใจเลยหรือ?”
ถงฮว่าตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ถ้าวันนั้นมาถึงจริง ฉันจะให้เงินร่วมยินดีพวกเขาสักก้อน”
ถงชุนจิ่งจ้องดวงตาดำสนิทของถงฮว่า พยายามค้นหาพิรุธจากในนั้น แต่กลับไม่พบอะไรเลย ไม่มีความหึงหวง ไม่มีความอิจฉา ไม่มีความรัก ไม่มีความใส่ใจ...
