วันรุ่งขึ้นหลังจัดงานศพเสร็จ เจียงซูหรงก็ล้มป่วย
ไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไร แค่สามวันที่ผ่านมาเธอตึงเครียดทางจิตใจและไม่ได้ดื่มน้ำเลยสักหยด ทำให้รู้สึกราวกับกระดูกในร่างถูกสูบออกไปจนหมด นอนหมดแรงอยู่บนเตียง หลับยาวไปทั้งวันทั้งคืน
พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ข้างนอกหน้าต่างก็เป็นเวลาโพล้เพล้อีกแล้ว
ในห้องว่างเปล่า เหลือเพียงเธอคนเดียว
เธอลุกขึ้นนั่ง มองห้องที่ไร้ผู้คนอย่างเหม่อลอย
ตั้งแต่ทะลุเข้ามาในเรื่อง เธอก็รู้แล้วว่านางหลิวมีชีวิตเหลืออีกไม่มาก หมอและยาก็ช่วยอะไรไม่ได้ เดือนที่ผ่านมาเธอจึงดื้อดึงอยู่ที่ตระกูลเจียง เพื่ออยู่เป็นเพื่อนอีกฝ่ายในช่วงสุดท้ายของชีวิต
เจียงซูหรงค่อย ๆ ลงจากเตียง เดินไปที่หีบไม้เก่า ๆ ใบหนึ่งแล้วเปิดออก
ข้างในมีเสื้อผ้าอยู่ไม่กี่ชิ้น เป็นของนางหลิว ทั้งปะชุนไว้และซักจนสีซีดจาง
เธอค้นลงไปด้านล่าง เจอห่อผ้าใบเล็ก ๆ เมื่อเปิดดูก็เห็นเงินสินสอดสองร้อยหยวนที่ตระกูลเสี่ยวให้มา ไม่ได้ใช้ไปแม้แต่หยวนเดียว
เจียงซูหรงถอนหายใจเบา ๆ
นางหลิวเป็นหญิงชาวบ้านชนบทที่ปากมาก แต่เป็นแม่ที่ดีคนหนึ่ง
เจียงซูหรงหอบเสื้อผ้าเหล่านั้น รวมทั้งหวีกับผ้าขนหนูที่นางหลิวเคยใช้ และข้าวของทุกชิ้นที่ยังมีกลิ่นอายของเธอ ออกไปที่ลานบ้านทีละชิ้น
เธอก่อเตาไฟอย่างง่าย ๆ ด้วยอิฐตรงกลางลาน วางข้าวของทั้งหมดลงไป แล้วจุดไม้ขีดไฟ
เปลวไฟพุ่งพรึ่บขึ้นมา เลียเล็มข้าวของเก่าเหล่านั้น ควันดำโขมง พร้อมกลิ่นผ้าไหม้ฉุนแสบจมูก
