เสียง “พ่อมาแล้ว” นั้น เปรียบเหมือนเข็มเล่มหนึ่งที่ทิ่มทะลุฟองอากาศอันเงียบงันรอบตัวเจียงซูหรง
ความคิดที่สับสนวุ่นวายของเธอถูกดึงกลับสู่ความเป็นจริง เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองชายตรงหน้า
ใบหน้าของเสี่ยวหนานดูแน่วแน่เป็นพิเศษในห้องที่มีแสงสลัว เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง หันไปออกคำสั่งกับเพื่อนบ้านหลายคนที่กำลังทำอะไรไม่ถูกในลานบ้านทันที
“ทุกคนอย่ายืนนิ่ง รีบมาช่วยกันหน่อย!”
น้ำเสียงของเขาไม่ดังนัก แต่กลับมีพลังที่ทำให้คนเชื่อถือ
“ต้าคุย นายวิ่งเร็ว รีบไปบ้านผู้ใหญ่บ้าน บอกว่าตระกูลเจียงเกิดเรื่อง ขอให้เขามาช่วยจัดการ แล้วถามด้วยว่าในหมู่บ้านบ้านไหนมีกระดาษขาวกับผ้าป่านบ้าง จดไว้ก่อน เดี๋ยวฉันจ่ายเอง”
ชายหนุ่มที่ถูกเรียกชื่อรับคำแล้ววิ่งออกไปทันที
“พี่สะใภ้ตระกูลหวัง” เสี่ยวหนานหันไปหาหญิงวัยกลางคนอีกคน “รบกวนช่วยหาหมวกฟางมาสักใบ เอาไปคลุมกระถางธูปในห้องโถง เรียกว่า ‘คลุมวิญญาณ’ ธรรมเนียมเก่าแก่จะละเลยไม่ได้”
หญิงคนนั้นพยักหน้ารัว ๆ แล้วรีบกลับบ้านไปหาของ
ผู้คนในลานบ้านถูกเขาจัดการให้ลงมือได้ด้วยคำพูดไม่กี่ประโยค บรรยากาศที่เดิมทีวุ่นวายจนไม่รู้จะทำอย่างไร พลันมีคนคอยนำทางขึ้นมา
เสี่ยวหนานจัดการเรื่องด้านนอกเสร็จแล้ว จึงเดินกลับเข้ามาในห้อง เขามองนางหลิวที่หมดลมหายใจอยู่บนเตียง ก่อนถอนหายใจหนัก ๆ
จากนั้นเขาเดินไปหาเจียงซูหรง แล้วช่วยดึงเธอขึ้นจากพื้น
“ซูหรง คนตายแล้วฟื้นคืนไม่ได้ เธอต้องเข้มแข็งไว้นะ”
ฝ่ามือของเขากว้างและหยาบกร้าน เต็มไปด้วยตาปลาจากการทำงานในไร่นามานาน แต่กลับอบอุ่นเป็นพิเศษ
