ฟางซิ่วซิ่วเช็ดรอยน้ำตาตรงหางตา พออารมณ์สงบลงเล็กน้อย เธอก็จับมือฟางอวิ๋นไห่ไว้ไม่ยอมปล่อย กำมือเขาไว้เหมือนตอนยังเด็ก นิ้วโป้งลูบไล้หลังมือเขาไปมา
มือหยาบกร้านคู่นั้นเต็มไปด้วยรอยแตกเล็ก ๆ และตาปลา เป็นร่องรอยจากการทำงานบ้าน เย็บปะเสื้อผ้า และซักล้างมาตลอดหลายปี เธอกุมมือฟางอวิ๋นไห่ไว้ ดวงตาคอยสำรวจใบหน้าเขาไม่หยุด มองตั้งแต่หน้าผากลงมาถึงคิ้ว จากสันจมูกลงมาถึงคาง มองเท่าไรก็เหมือนยังไม่พอ
“เสี่ยวไห่ ตอนนี้ทำงานอยู่ที่ไหน? คราวนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน?” ฟางซิ่วซิ่วถามรวดเดียวจบ ก่อนจะยิงคำถามชุดใหม่ตามมาติด ๆ “แต่งงานหรือยัง? มีลูกหรือยัง? ภรรยาเป็นคนที่ไหน?”
คำถามถาโถมเข้ามาเป็นชุด ฟางอวิ๋นไห่ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ รัวมาเหมือนปืนกล ไม่มีช่องให้เขาได้หายใจเลย
เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอดหัวเราะไม่ได้ “พี่ คำถามพี่เยอะเกินไปแล้ว ผมไม่รู้จะตอบข้อไหนก่อนดี”
ฟางซิ่วซิ่วตบหลังมือเขาเบา ๆ ทีหนึ่ง “พูดมาก! ตอบมาทีละข้อ! ที่ฉันถามล้วนเป็นเรื่องสำคัญทั้งนั้น!”
ฟางอวิ๋นไห่ส่ายหน้ายิ้ม ๆ เรียบเรียงคำพูดแล้วตอบทีละข้อ “ตอนนี้ผมยังอยู่ในกองทัพ คราวนี้ได้รับคำสั่งให้พากำลังพลไปประจำการทางตะวันออกเฉียงเหนือ พอดีผ่านเมืองหลวงเลยได้แวะมาหาพวกพี่ มะรืนนี้ก็ต้องออกเดินทางแล้ว อยู่ต่อไม่ได้ ส่วนเรื่องแต่งงาน...” เขายักไหล่ “ยังเลย ยังโสดอยู่ จะมีลูกได้ยังไงล่ะ”
ฟางซิ่วซิ่วฟังช่วงแรกแล้วได้ยินว่าน้องชายต้องไปมะรืนนี้ แววตาก็ฉายความอาลัยอย่างเห็นได้ชัด แต่พอได้ยินช่วงหลังว่า “ยังไม่ได้แต่งงาน” ดวงตาเธอก็เบิกกว้างทันที น้ำเสียงสูงขึ้นหลายระดับ “อะไรนะ? ยังไม่ได้แต่งงานอีกเหรอ? อายุเท่าไรแล้วเนี่ย! ยี่สิบแปดแล้วใช่ไหม! โตขนาดนี้แล้วยังไม่มีครอบครัว ฟังขึ้นที่ไหนกัน?”
มุมปากฟางอวิ๋นไห่กระตุกเล็กน้อย ในใจได้แต่ร้องโอดครวญ
“พี่ ผมเพิ่งยี่สิบแปดเอง ยังไม่ถือว่าแก่มากสักหน่อย” ฟางอวิ๋นไห่พยายามอธิบาย “อีกอย่าง ก่อนหน้านี้ก็รบมาตลอด ตั้งแต่เข้ากองทัพตอนอายุสิบสองจนถึงตอนนี้ สิบหกปีที่ผ่านมาไม่รบก็เดินทัพ จะมีเวลาไปคิดเรื่องแต่งงานได้ยังไง? ในกองทัพก็มีระเบียบด้วย เมื่อก่อนถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์ก็แต่งงานไม่ได้”
