รุ่งเช้าวันถัดมา ฟ้าเพิ่งเริ่มสาง
ที่จริงฟางอวิ๋นไห่ตื่นนานแล้ว เป็นนิสัยที่ติดตัวมาหลายปี ไม่ว่าเมื่อวานจะเหนื่อยแค่ไหนหรือนอนดึกเท่าไร พอฟ้ายังไม่สางก็ตื่นทุกที
เขานอนต่ออีกครู่หนึ่ง ฟังเสียงเมืองนอกหน้าต่างที่ค่อย ๆ คึกคักขึ้น จากนั้นพลิกตัวลุกนั่ง พับผ้าห่มเป็นสี่เหลี่ยมเป๊ะเหมือนก้อนเต้าหู้ แล้วไปล้างหน้าแปรงฟันที่ห้องน้ำตรงสุดทางเดิน
พอกลับมาถึงห้อง น้องหลี่กับน้องอู่ก็ยืนรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว
“สวัสดีตอนเช้าครับ ผู้บัญชาการทหาร!” น้องหลี่ยืนตัวตรงเป๊ะ ทำความเคารพฟางอวิ๋นไห่
ฟางอวิ๋นไห่โบกมือ “ไม่ต้องเกร็งตลอดก็ได้ ผ่อนคลายหน่อย”
เขาพาทั้งสองคนลงไปชั้นล่าง ในโรงอาหารของบ้านพักรับรองมีคนอยู่ก่อนแล้ว นายทหารหลายคนนั่งล้อมโต๊ะ กินโจ๊กกับผักดองกัน
ฟางอวิ๋นไห่สั่งโจ๊กข้าวฟ่างสามชาม หมั่นโถวหกลูก และผักดองซอยหนึ่งจาน ทั้งสามกินกันง่าย ๆ ฟางอวิ๋นไห่กินโจ๊กไปสองชาม แทะหมั่นโถวหนึ่งลูก พอวางชามก็เหลือบมองน้องหลี่ “รีบกินเข้า กินเสร็จแล้วเราก็ไปกัน”
น้องหลี่แก้มตุ่ย เขากลืนอาหารลงคออย่างยากลำบาก “ผู้บัญชาการทหารครับ ผมเตรียมพร้อมแล้ว!”
ฟางอวิ๋นไห่ยิ้ม ลุกขึ้นเดินออกไป พอพ้นประตูบ้านพักรับรอง แสงอาทิตย์ยามเช้าก็ส่องสว่างไปเกือบทั่วเมืองหลวงแล้ว ผู้คนและรถราบนถนนเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
รถจี๊ปจอดอยู่หน้าบ้านพักรับรองพอดี น้องอู่เปิดประตูห้องคนขับเข้าไปนั่งแล้วสตาร์ตรถ เครื่องยนต์ส่งเสียงคำรามต่ำ ๆ อย่างทรงพลัง ฟางอวิ๋นไห่นั่งเบาะหลังตามเคย ส่วนน้องหลี่กระโดดขึ้นเบาะหน้า รถจี๊ปแล่นไปรวมกับกระแสรถยามเช้า
รถแล่นไปได้ระยะหนึ่ง ฟางอวิ๋นไห่พิงหน้าต่าง มองทิวทัศน์สองข้างทางที่เคลื่อนถอยหลัง แล้วจู่ ๆ ก็พูดกับน้องหลี่ว่า “น้องหลี่ นายควรหัดขับรถได้แล้ว ไม่อย่างนั้นทุกครั้งที่ฉันออกไปข้างนอกก็ต้องพาคนขับไปด้วยตลอด ถ้าวันไหนคนขับมีธุระขึ้นมา ฉันคงขับรถตระเวนไปทั่วถนนเองไม่ได้หรอก ใช่ไหม?”
